จอมยา กับ ยาใจ [ 11 ]

posted on 28 Dec 2008 10:46 by fix-fic

 

 

ตอนที่  11

 

 

 

         

            ล่วงพ้นเข้ายามราตรี  หมู่วิหครัตติกาลโผบินออกหากินพร้อมประสาทสัมผัสที่ทดแทนแสงแห่งตะวันอันดีเยี่ยม  ผู้ที่มีสัมผัสรับรู้คล้ายอย่างสัตว์กลางคืนเพราะสูญเสียดวงตาอย่างทงเฮก็ย่อมได้ยินเสียงอื่นเช่นกัน

            ยามค่ำคืนแห่งสำนักแพทย์กลางพนานี้  เสียงจิ้งหรีดเรไรครางระงม  ผสมกับเสียงอื่นเซ็งแซ่

            ชีวิตผู้ที่เคยอยู่ท่ามกลางวังหลวงแห่งแคว้นต้าฉินอันเงียบสงบ  ไม่เคยต้องประสบกับเสียงอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้เท่าใดนัก  คืนที่เดินทางนั้นทงเฮยังหลับในอ้อมอกของพี่ชายจึงไม่หวั่นไหวนัก

            ...แต่คืนนี้  ในห้องนี้  มีแต่เพียงตัวเขาลำพัง...

            ความกลัวเข้าเกาะกุมกัดกินจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของขัตติยราชย์วิสัยยิ่งนัก  เคยไม่ย่อท้อต่อสิ่งอื่นใดในสายตาประชาชน  แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังเป็นเพียงชายหนุ่มบอบบางที่เพิ่งจะก้าวพ้นผ่านอายุ 18 ปีมาไม่กี่วัน 

หากจะวัดเรื่องอุปนิสัยส่วนบุคคลยามมิได้สวมหน้ากากองค์ชายดอกเหมยแล้ว

            ...เขาก็เด็กดีดีนี่เอง...

 

            ฮึกๆ..ฮือ..   เสียงสะอื้นจากปากบางยังมีเล็ดลอดมาบ้าง  แม้พยายามอดกลั้นจนถึงที่สุดก็ตามที  ความปวดมวนท้องทุเลาไปบ้างแล้วก็จริง  แต่ก็ใช่ว่าจะปกติจนสามารถข่มตาหลับได้ลง  ยิ่งดึกก็ยิ่งวิเวก  ได้ยินกระทั่งเสียงสุนัขป่าเห่าหอนแต่ไกลๆ   ยามนี้จะรบกวนใคร..ก็คงจะน่าขันและอับอาย  ซ้ำยังเกรงใจพี่ชายทั้ง 2 

            ทำใจให้ไม่คิดสิ่งอื่นใดที่ฟุ้งซ่านก็แล้ว.. แต่น้ำตายังรินไหล  ความที่ทนทุกข์กับทุกสิ่งมาเนิ่นนาน  หากมีน้ำตายามนี้คงมิต้องอายใครกระมัง  ความมืดอาจช่วยบดบังได้

            ใครจะรู้เล่า  เด็กชายผู้สดใส  องค์ชายผู้เข้มแข็งยังต้องแอบร้องไห้เพราะทุกข์ในใจเพียงลำพัง  หลายสิ่งสุมอยู่ในอกผสมกับบรรยากาศวังเวง  ทงเฮจึงได้ทีปล่อยให้น้ำตาไหล  แต่ยังกัดริมฝีปากมิให้เสียงสะอื้นดังไปถึงหูใคร

 

            ฤา  สวรรค์จะมีตา 

            ในค่ำคืนนี้ยังมีชายอีกหนึ่งคนที่ครุ่นคิดบางสิ่งจนนอนไม่หลับ  ต้องออกมาชมแสงจันทร์แต่เพียงเดียวดายในฤดูเหงาเช่นนี้

            คิบอมนึกตำหนิตัวเองตั้งแต่ช่วงเย็นที่เผลอไผลเหลียวมองร่างอรชรที่มีผิวพรรณผุดผาด 

...นี่เพียงแต่เหลียวมองช่วงท้องขาวผ่องยังเป็นไปได้เพียงนี้  หากคิบอมได้แตะต้องหรือสัมผัสทั่วเรือนร่าง  เขารู้ดีว่าคงต้องยอมเป็นทรราชชิงนางมาเป็นของตนอย่างแน่นอน  ความรู้สึกร้อนรุ่มนี้ทวีขึ้นทุกขณะ  จนมิอาจหลับตาพักผ่อนได้ลง 

อยากออกมาดูดซับแสงจันทร์นวลให้ช่วยผ่อนความคิดฝ่ายต่ำนั้น  อำนาจหยินและหยางที่สมดุลอาจช่วยทำให้ตนได้หลับนอนเสียที

 

            ....เสียงครวญบางเบาที่แทบจะไม่ได้ยินนั้น มันกลับดังถึงหูของหมอหนุ่มคนนี้ได้  ช่างแปลกแท้...

 

            ฮิฮิ  ข้าช่วยพวกเจ้าได้เท่านี้ล่ะนะ  มนุษย์เอ๋ย

เสียงขำขันของผู้มีฤทธิ์ที่บันดาลช่องโสตของคิบอมให้ปรับจนได้ยินเสียงร่ำไห้จากคนผู้หนึ่งที่เขาช่วยบันดาลชะตาชีวิตนี้ดังขึ้น...หากแต่มิมีใครสามารถได้ยินมัน  หากเทพองค์นี้ไม่ต้องการ 

แจจุงอาจกำลังเล่นซนจนปรับช่องรับสารหัวใจให้คิบอมได้ยินเสียงนี้ของทงเฮก็เป็นได้   ...ใครจะรู้

            จากนั้นเทพผู้รักสนุกก็เฝ้ามองพฤติกรรม เครื่องเล่นของลิขิตฟ้าต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ

 

ฮึกๆ..ฮือ….”

 

            เสียงนี้มัน...  คิบอมเงี่ยหูฟัง  ย่างก้าวไปตามต้นตอของเสียง  สืบเท้าติดตามไปจนถึงหน้าห้องของผู้ที่กำลังเป็นกังวลใจถึง

 

            เฮ้... นั่นเสียงท่านรึเปล่า?  คิบอมส่งเสียงทักก่อน

            ขะ..ข้าเอง  ท่านมีกิจอันใดในยามวิกาลเช่นนี้  ดองเฮปาดน้ำตา เก็บเสียงให้มิดชิดที่สุด

 

            ข้าได้ยินเสียงท่านน่ะสิ  เป็นอะไรไป  ปวดท้องมากงั้นรึ  ทำไมไม่ไปตามข้าเล่า  ยามเจ็บป่วยเช่นนี้ไม่ต้องวางมาดเก่งนักหรอก  คิบอมยังคุยอยู่หน้าห้อง

            ข้า... ใช่  ข้าปวด  มันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ปกปิดทุกคนได้ว่า มีเสียงครางคล้ายร้องไห้เพราะความปวดท้อง  ดองเฮเลือกที่จะตามน้ำไปกับคิบอม

 

            ให้ข้าเข้าไปดูอาการหน่อยไหม ?

            มะ..ไม่ต้องหรอก  นี่ดึกมากแล้ว  ข้าว่า...คงไม่เหมาะ

 

            แต่เจ้าป่วย  ข้าไม่คิดอกุศลกับเจ้าหรอกน่ะ

            ข้า...

ไม่ทันการที่จะห้ามปราม  ใครบางคนห่วงใยเกินกว่าจะรอฟังคำอนุญาตจากเจ้าห้องห้องหับ  คิบอมเปิดประตูเข้ามาโดยไม่รออะไรอีกแล้ว

            ...ห่วงเหลือเกิน...

 

            คิบอมปราดเข้ามาถึงเตียงนอน  พบร่างงามนั่งกอดเข่า  ร่างสั่นระริกดั่งคนเจ็บปวด..หรือร้องไห้

 

            ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?

            ข้า.. นอนไม่หลับ  ข้าแค่...  ดองเฮไม่อยากปด  แต่ก็ไม่อยากจะเสียศักดิ์ศรีกับคนพาลเช่นคิบอม 

 

            แปลกที่ ?

            อะ..อืม  อาจเป็นเช่นนั้น

 

            แต่เจ้าร้องไห้  คงมิใช่แค่แปลกที่แน่  กลัวรึ...เสียงของป่าน่ะ

            ข้าไม่ได้กลัวเสียหน่อย  ท่านอย่ามารู้ดีเลย  ไม่น่าเชื่อ...แค่คำเบาะแว้งไม่กี่คำจะสลายความกลัวหรือเศร้าหมองไปได้ในชั่วครู่ 

ทงเฮเกิดอารมณ์...หงุดหงิดกับคนผู้นี้แทนเสียแล้ว

 

บรู๊ววววววววววว....   เสียงเดิมยังมีมา  แต่ใกล้ขึ้นมาทุกขณะ  สุนัขป่าหอนรับกันเป็นทอด  ฟังแล้วน่าสะพรึงกลัวนัก

 

อ๋า...  ทงเฮกอดตัวเองแน่น  ความรู้สึกบางอย่างแล่นปลาบถาโถมเข้าใส่จนลืมนึกอวดเก่ง

หึหึ  ดูเจ้าสิ  อย่างกับเด็ก  ให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าเจ้าจะหลับไหม  คำเสนอตัวหลุดจากปากอย่างไม่ตั้งใจ  ยามนี้คิบอมมองทงเฮเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น 

ยามอยู่ตัวคนเดียว  ...ดูไร้เดียงสา

อย่าให้พูดถึงยามอยู่ใกล้ชายอื่นเลย  ...เสียอารมณ์

 

จะ..จริงเหรอ  ท่านจะอยู่..  แปลกที่แปลกทางแบบนี้ทงเฮต้องการใครสักคนยึดเหนี่ยว  แม้จะเป็นคนปากพาจนอย่างหมอคิบอมก็เถอะ 

อืม..ข้าจะอยู่  นอนลงเถอะ  ข้าจะห่มผ้าให้ 

 

แต่...ท่านไม่ชอบข้า

ข้าไม่ชอบคนแพศยา  แต่ก็มิได้เกลียดเด็กที่กลัวเสียงป่าในตอนกลางคืนหรอกนะ  นอนลงเถอะ  คำตอบดูคล้ายจะปฏิเสธ หรือ ยอมรับ  แต่ยามวิกาลและอ้างว้างแบบนี้  คนตาบอดอย่างทงเฮจะถือว่านั่นคือคำปลอบโยน

 

ทงเฮทำตามคำพูดนั่น  แม้จะไม่ได้เต็มใจทำอย่างที่พี่ชายบอกให้นอนแล้วห่มผ้าให้ก่อนนอน  แต่ก็ยอมทำโดยดี  ความเคยชินมันยังมีติดตัวอยู่

จับมือข้าหน่อยได้ไหม  ทงเฮเผลอตัวอ้อน

หืม.. ทำไมล่ะ

 

ก่อนนอน  พี่ชายของข้าจะจับมือให้รู้ว่าเขายังอยู่เป็นเพื่อนจนข้าหลับ  ...เพราะ...ข้ามองไม่เห็น  ทงเฮอธิบายถึงปมด้อยที่มี

เจ้ามีพี่ชายรึ ?  คิบอมตะหงิดใจ

 

อ..เอ่อ.. ใช่  ข้าเคยมีพี่ชาย  แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว  คำกึ่งมดเท็จนี้ทงเฮพอพูดได้  เพราะเขาไม่ได้ปดเสียทีเดียว  เขามีพี่ชาย  และตอนนี้นอนกันคนละห้อง

เอาเถอะ  ข้าจะไม่ซักเจ้าอีก  คิบอมเอื้อมมือไปสัมผัสหัตถ์นุ่มนวลที่วางข้างลำตัวด้วยฝ่ามือร้อนหนึ่งข้าง  ส่วนอีกข้างก็ช่วยห่มผ้าให้ร่างอรชรได้อบอุ่น  

...ทำไมต้องอ่อนโยนถึงเพียงนี้  คนทั้งคู่ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน

 

จริงๆ ท่านเป็นคนดีนะ  ท่านหมอ  ท่านจะไม่ต่อว่าข้าอีกจะได้ไหม  ดึกสงัดแบบนี้อาจเป็นเวลาที่เหมาะจะปรับทุกข์  ทงเฮอาจทนทานกับคำเสียดสีที่คิบอมมีอีกไม่ไหวก็เป็นได้

ข้าพูดตามที่เห็น  หากเจ้าทำดี  ข้าก็จะว่าดี 

 

ท่านไม่ง่วงรึ  แม้มิได้ลืมตา  แต่ความร้อนที่ฝ่ามือยังทำให้ทงเฮรู้ว่าคิบอมยังอยู่ตรงนี้... ข้างๆ เตียงเขา

ก็เจ้าเจรจาไม่หยุดหย่อนแบบนี้  ต่อให้ง่วงก็คงตาตื่น  ใยไม่เงียบแล้วหลับซะล่ะ 

 

ก็ได้ๆ  ข้าจะหลับแล้ว  ท่านอย่าเพิ่งหนีข้าไปไหนนะ  ขอให้ข้าหลับก่อน...  เพียงชั่วครู่ชั่วยาม  ทงเฮที่ได้รับการปลอบโยนและส่งเข้านอนจากคนที่ไม่ถูกโฉลกก็หลับใหลไปพลัน

 

หากเจ้าเป็นเพียงคนสามัญ... ข้าจะไม่หนีเจ้าไปไหนแน่  สวรรค์เล่นตลกกับข้าเสียแล้ว  เฮ่อ...  คิบอมรำพันกับคนที่ตกในภวังค์ฝัน  มั่นใจว่าคำรำพึงนี้จะมีเพียงแค่คนเดียวที่ได้ยิน  ก็คือตัวเขาเอง

..

..

 

ใช่  ... สวรรค์ช่างเล่นตลกนัก  ชายหนุ่มที่คอยหาเรื่องน้องของเรา  กลับเป็นผู้เข้าหายามวิกาล  และส่งน้องเราให้นอนหลับฝันดี  ชีวิตนี้ช่างตลกแท้

ผู้ลอบมองเหตุการณ์นอกห้องสองคนเหลียวมองหน้ากันด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป

ฮันกยอง.. มองแล้วไม่กล้าเข้าไปขัดขวางการเจรจานั้นแต่อย่างใด  หากใครก็ตามที่ทำให้น้องของเขาหลับฝันดีได้  เช่นเดียวกับเขายามส่งเข้านอน  เขาก็จะไม่ขัดขวาง

ซีวอน.. ภาพที่ลอบมองดังกล่าว  เปรียบดั่งลาวาที่ปะทุในจิตใจเสียมากกว่า  เจ็บจนแทบกระอักออกมาเป็นคำว่ารัก  ได้แต่ทนมองรอยยิ้มยามหลับของทงเฮ  ...ในมือของหมอหนุ่มที่ชื่อคิบอม

..

..

 

หลายชั่วยามต่อมา 

องครักษ์หนุ่มพลิ้วกายหายไปในเมืองที่พอจะมีสุราให้ดับกลุ้ม  แล้วกระเสือกกระสนตัวเองกลับมายังที่พำนักด้วยวิสัยของคนมีความรับผิดชอบ

...เมา  แต่จะกลับมาทำหน้าที่ของตน...

 

คนที่มาต้อนรับแบบไม่ได้ตั้งใจก็คงจะเป็นศิษย์ผู้น้องที่ตื่นขึ้นมาปลดเบากลางดึก

คยูฮยอนได้ยินเสียงประตูใหญ่ของสำนักเปิดออก  จึงได้ออกไปดู  พบซีวอนกำลังใช้มือยันกายกับกำแพงมิให้ล้มลงเพราะฤทธิ์มึนเมาจากสุรา

 

ท่านซีวอน... ใยท่านจึงเป็นเช่นนี้  คยูฮยอนมองออกว่าเป็นใครก็รีบปราดเข้าไปประคอง  กลิ่นเหล้าที่โชยมาแตะจมูกนั้นชวนให้เบือนหน้าหนีไม่น้อย  ร่างที่สูงกว่าของซีวอนแทบจะทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ยึดเกาะใหม่ทันที

ฮ่าๆ  นึกว่าคราย  เจ้าน่ะเอง  หึหึ  คนเมาดูร่าเริงขึ้นเพราะน้ำเปลี่ยนนิสัย

 

ข้าเอง  ท่านเมามายถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน  หากอาจารย์รู้เข้าคงไม่ชอบใจแน่ที่มีคนเมาในสำนัก  คยูฮยอนพยายามประคองร่างใหญ่โตกว่านั้นให้ไปถึงห้องพักของซีวอน

เอิ๊ก  ...อาจารย์  ชิส์  อย่ามาหลอกลวงข้าเลย  นั่นคือ...ชู้ร้ากกก ของเจ้า  ผิดศีลธรรมยิ่งนัก  เจ้ามานโคน...ไร้ยาง   ลักลอบมีเรื่องผิดจรรยากับอาจารย์ตัวเอง  ซีวอนตวัดหน้ามาต่อว่าคนที่พยายามช่วยเหลือตนเองให้มาพักผ่อนที่ห้องหับ

ซ้ำร้ายยังผลักคยูฮยอนออกจากตัวดั่งรังเกียจมากมาย  ทำคนที่ตัวเล็กกว่านั้นเซถลา...ลงเตียง

 

ทะ...ท่าน  ท่านกล่าวสิ่งใด  นั่นมัน..ไม่ใช่

อย่ามาแก้ตัวเล๊ยย... ข้าเห็นหมดแล้ว  ฮ่าๆ  เจ้ามี  จุ๊ๆๆๆ  กับอาจารย์ตัวเอ๊งง...  โสมม  ผิด  มันผิด ผิดมากก  เจ้าผิด  คำบรรยายของภาพที่คยูฮยอนเห็นคงเป็นคนเมาที่เล่าความเป็นตุเป็นตะ  แม้จะมีส่วนถูก  แต่มันก็ไม่ถึงขั้นที่ซีวอนเข้าใจ

 

ท่านพักผ่อนเสียเถอะ  ดึกมากแล้ว  ข้าขอตัวก่อน  ยิ่งพูดก็ยิ่งเลอะ  ยามคนเมามักถูกเปรียบกับสุนัข  วันนี้คยูฮยอนประจักษ์ได้ด้วยตนเอง

เมาเยี่ยงสุนัข 

พูดกับหมา..หมาเลียปาก

การไม่ใส่ใจและแยกจากไปน่าจะทำให้ความอดทนไม่แตกทะลุปรอทไปเสียก่อน

อ๊า... เดี๋ยวซี่... เจ้าปรนนิบัติข้าอีกคนไม่ได้รึไง  ข้าอยากรู้ว่า  ยามเจ้าพลอดรักกับอาจารย์ตัวเอง  มานจาเป็นยางง..ไง  เอิ๊ก  ซีวอนโถมกายลงทาบทับร่างกายของคยูฮยอนทันที  แม้คยูฮยอนจะมีสติ  แต่เรี่ยวแรงของผู้ฝึกฝนตนจับดาบและอาวุธสงครามอยู่เสมออย่างซีวอนกับแพทย์ผู้ที่นิยมการจับชีพจรคนไข้อย่างนุ่มนวลนั้นมันผิดกันนัก

 

ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ  ท่านซีวอน  ข้าไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด  คยูฮยอนดิ้นพล่าน 

เฮ้ย.. อย่าเล่นตัวน่า  กล้าคิดอกุศลกับอาจารย์ขนาดนั้น  จะมาเกือกกลั้วมอบความสุขให้ข้าอีกคนจะเป็นไรไป..  ผู้แข็งแรงกว่าแต่ไร้สติคุมตนเองไม่ได้  จิตวิญญาณความเป็นชายในตัวมันทำงานแทนสมองส่วนจิตสำนึก  ซีวอนก็คงคล้ายบุรุษทั่วไป  ยามเสพย์สุราก็อยากมีนารีมาเคียงข้างมอบความบันเทิง 

นี่...ได้สุราจนเมามาย  แต่ยังขาดนารี 

 

ข้ามิใช่สตรีนางโลมที่จะคอยปรนนิบัติท่านได้นะ  ปล่อย  ข้าบอกให้ปล่อย  มิเช่นนั้นข้าจะร้องให้คนช่วย   ชะ...  ก่อนที่จะได้เปล่งเสียงอื่น  พลังวัตรของซีวอนก็ผ่านปลายนิ้วมาจี้จุดคยูฮยอนไว้มิให้ไหวติงและส่งเสียงอื่น

ร้องซี่...ฮ่าๆ  ร้องให้ตายไปเลย  เอาน่า... ทำไมเจ้ามีรักกับคนต้องห้ามได้  แต่ข้าทำไม่ได้  ทำไมฟ้าต้องกลั่นแกล้งข้า  ข้าริษยาเจ้าจริงๆ ..ท่านหมอ  หึหึ  เอาเถอะ  ท่านก็ช่วยปลอบประโลมข้าอีกคนอย่างที่ท่านทำกับอาจารย์อีกคนก็แล้วกันนะ  เด็กดี  ซีวอนกล่าวเบาๆ แล้วเป็นผู้เริ่มต้นเกมส์อัปยศนี้  

ทำเพราะไร้สติ 

ทำเพราะไม่สามารถควบคุมตนเองได้ 

ทำเพราะริษยา 

หรือทำ...เพราะอยากแก้แค้นฟ้าที่ลิขิตให้เขาเท่านั้นต้องอดกลั้น

 

บางที... อาจเป็นการกลั่นแกล้งผู้ที่ตนอิจฉาก็เป็นได้ 

ใครกันจะหาคำตอบได้  นอกจากจิตใจฝ่ายมืดดำของซีวอนที่กำลังแผลงฤทธ์อยู่เต็มอัตรา

 

นัยต์ตากลมดำสนิทของผู้ถูกสกัดจุดกลอกกลิ้งไปมา  สื่อถึงอารมณ์หวาดกลัวและน้อยเนื้อต่ำใจไปพร้อมกัน  ดูจากสถานการณ์แล้ว  หากมิมีผู้ใดขัดขวาง  คืนนี้เขาคงต้องกลายเป็นกับแกล้มสุราที่ซีวอนดื่มไปเต็มเพรียบอย่างแน่นอน  หนำซ้ำ  ร่างกายนี้ยังไหวติงมิได้ 

...เป็นตุ๊กตารองรับอารมณ์

...เป็นคนบาปในสายตาของซีวอน  เพราะมีสัมพันธ์กับอาจารย์อย่างที่คนไร้สติกำลังคิด

...และสุดท้าย  คงเป็นคนไร้ค่าและน่าเหยียดหยามอย่างที่สุด

 

มือหยาบกร้านจากการจับดาบค่อยแกะปมผ้าที่ใช้รัดเอวของชุดผู้นอนนิ่งอย่างย่ามใจ  สีหน้าของซีวอนหื่นกระหาย  ดั่งผู้ได้ของเล่นใหม่ 

ชุดที่สวมใส่ยามค่ำคืน  เพียงปมเดียวก็แทบปลดเปลื้องทุกสิ่งจากร่างกายของคยูฮยอนได้

แผงอกสีขาวนวลผ่องเผยแย้มอวดสู่สายตา  แม้จะไม่นวลผ่องและนิ่มนวลอย่างที่เคยสัมผัสทงเฮมา  แต่นี่ก็ใช้แก้ขัดได้ดีทีเดียว 

 

มิน่าเล่า  อาจารย์ของเจ้าจึงยอมกระทำสิ่งอัปยศ  เพราะร่างกายของเจ้างามนัก

 

สิ่งที่ซีวอนคิดแสดงผ่านทางสีหน้า  เมื่อลุกล้ำพื้นผิวที่ใกล้มือที่สุดในช่วงปลดปมมัด  ซีวอนก็เรื่อยไหลมือไม้ไปพินิศสัมผัสผิวนุ่มนวลกว่าชายปกติ  ค่อยๆ สูงขึ้นให้เจนจัดในอารมณ์  ดอมดมจากร่องลึกกลางหน้าท้องแบนเรียบ  กลิ่นรัญจวนนี้ชักชวนให้ซีวอนลิ้มลองด้วยรสปาก

ชิมรสด้วยอวัยวะภายในช่องปากที่เคลือบด้วยความเปียกชื้นตลอดเวลา  เพียงแรกลิ้นลงล้ำรสก็แทบคดงอคิ้วดกหนาของตนเข้าหากัน

 

รสชาดดี

 

ราชองครักษ์แอบแปลกใจในสิ่งที่ได้รับรู้  แม้นว่าหากเขามิได้ไปดื่มสุราก่อนหน้านี้  ลิ้นคงรับรสอื่นได้มากกว่านี้สินะ  

 

ผู้นอนนิ่งทำได้เพียงแค่หดเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องตอบสนองแทนการถดตัวหนีความจาบจ้วงล้วงเนื้อตัวตนเอง  หากว่าคยูฮยอนเป็นเด็กสาวทั่วไป  คงมีน้ำตาคลอเบ้าและหวาดผวา  ดีไม่ดีอาจพาลร้องไห้ละล่ำละลักวอนขอมิให้ทำอันตรายแก่ตนไปแล้ว

...แต่เขาเป็นชาย  แม้จะถูกฟูมฟักด้วยความนุ่มนวลจากอาจารย์คังอิน และดูแลโดยอิสตรีเกือบทั้งหมดก็ตามที...

 

วัดจากกำลังภายในที่ตนมีแล้ว  คงสามารถคลายจุดที่ถูกสกัดได้ใน 2 ชั่วยาม ทั้งที่กำลังภายในของคยูฮยอนก็มิได้อ่อนด้อยแต่ประการใด  นั่นพิสูจน์ให้คยูฮยอนกระจ่างใจแล้วว่า 

ซีวอนคือผู้เยี่ยมยุทธ์โดยแท้

 

หืม... อย่ากลั้นหายใจสิ  สนุกกับข้าบ้าง  ข้ามิปล่อยให้เจ้ากลั้นใจตายหรอกนะ  หนุ่มน้อย  ซีวอนยั่วเย้าให้อีกฝ่ายครึกครื้น  ทว่า  มิได้รั้งใจให้อีกฝ่ายสนุกตาม 

ซีวอนคาดว่าคยูฮยอนอาจจะกระทำอย่างที่หญิงอื่นๆ ที่เคยได้ยินข่าวมา  ...หญิงที่รักศักดิ์ศรีบางนางถึงกับกลั้นใจตายเพื่อมิให้ชายโฉดฉุดคร่าพรหมจารีย์

เจ้าแช่ตัวในผงหอมรึ... ยั่วเย้าไม่หยอก  ดีจริง  ข้าจะบรรเลงให้เจ้ารู้ว่า  ข้าเองก็มิด้อยกว่าชายอื่นๆ หรอก  ฮ่าๆ  ความคึกคะนองจากน้ำเปลี่ยนนิสัยทำให้ซีวอนลิงโลดในอารมณ์กามาที่กระพือโหม

 

ตุ๊กตาตัวน้อยถูกจับให้ลุกขึ้นนั่ง  แล้วชายหนุ่มผู้สกัดจุดตุ๊กตาก็ปลดเชือกรัดผมของคยูฮยอนออกไปให้กลายเป็นปล่อยสยาย  ใช้มือตนเองสางอย่างปรีดามือ 

 

ผมเจ้าก็มิกระด้าง  แม้จะไม่นุ่มนวลทุกส่วนอย่างทงเฮ  แต่ก็เป็นผู้หญิงของข้าได้แน่  หึหึ  ...เจ้าเป็นทงเฮของข้าก็แล้วกันนะ  คนบาป 

ซีวอนร่นมือตนเองจากปลายผมให้มาสัมผัสช่วงคอที่มีผมระอยู่  ปัดปอยผมที่ร่วงมาปิดบังส่วนจุดสำคัญซ้ายขวาบนอกให้ออกไป  ชื่นชมยอดอกนั้นด้วยมือหนึ่งข้าง  ส่วนอีกมือประคองท้ายทอยไว้มิให้คยูฮยอนหงายหลังลง

 

ริมฝีปากที่พยายามจะขยับร้องห้ามนั้นสั่นระริกด้วยความพยายามอยากจะพูด  หรือร้องตะโกนด่าของคยูฮยอน  ยิ่งเป็นการเชิญชวนให้ซีวอนอยากจะหาสิ่งใดมาประทับบนริมฝีปากนั้นยิ่งนัก  ซีวอนกระทำตามสัญชาตญาณ  ประทับส่วนเดียวกันของตนลงไปบนเรียวปากสีสดนั้นทันที  มิได้กระทำอย่างนุ่มนวลด้วยความรัก  หากแต่สร้างความวิบัติสู่พรหมจารีย์ปากของคยูฮยอนด้วยความใคร่

บรรเลงทุกบทของคนร่วมรักอย่างพิศวาสให้ผู้ถูกสกัดจุดด้วยเรียวลิ้นให้ตื่นตัว  คว้านค้นหาความหอมหวานที่อาจจะมากกว่าผิวกายส่วนอื่นด้วยความอยากรู้  แต่ความขมปร่าที่ถูกฉาบมาด้วยสุราก่อนหน้านี้ของซีวอนมิได้ทำให้อีกฝ่ายได้รสอร่อยรักแต่อย่างใด

 

อืม...ยังกับท่อนไม้  หึหึ  แต่ก็ดี  เจ้าจะได้ไม่โวยวาย  เอาไว้หากข้าสำเร็จรักเจ้าได้แล้ว  ข้าจะคลายจุดให้เจ้าก็แล้วกัน  ซีวอนถูกอำนาจฝ่ายมืดเข้าครอบงำจนหมดสิ้น  ดูถูกในฝีมือของศิษย์คนเล็กสำนักแพทย์อโรคา  ดูถูกความเป็นคน  รวมทั้งดูถูกหัวใจให้อีกฝ่ายแห้งเหี่ยวไปเสียค่อนคน

 

ความเป็นชายขยายใหญ่ด้วยแรงพิศวาส  ซีวอนค่อยเอนกายของคยูฮยอนให้นอนราบลงกับเตียงอีกครั้ง  ใบหน้าและยอดอกที่ลอยเด่นเป็นปราการสวรรค์ของคยูฮยอนช่างทำให้คนเมาต้องตัดสินใจ

...จะเริ่มจากส่วนไหนดีนะ...

ถึงช่องปากจะไม่ตอบสนองสิ่งใด  แต่ก็รสชาดไม่เลวนัก  ส่วนยอดอกที่เคยใช้มือคลึงนั้นก็เต่งตึงจนน่าขบดูด 

แต่เคยได้ลองสิ่งหนึ่งแล้วก็อยากจะลองอีกสิ่งหนึ่ง  ซีวอนเลือกที่จะขบเม้มสิ่งเต่งตึงของคยูฮยอนก่อน  และแก้ไขความเสียดายด้วยการใช้นิ้วเรียวหยาบของตนหย่อนลงไปในช่องปากของคยูฮยอน  ควานหาความสนุกไปพลาง

 

ร่างกายที่มิสามารถขยับต่อต้านได้  จึงได้แต่ปล่อยให้ธรรมชาติของมนุษย์ทำงาน  กล้ามเนื้อสั่นระริก  เมื่อถูกปลุกเร้าก็ตื่นเต้นตอบสนอง  มิเพียงแค่ยอดอกที่ถูกกระทำดุจเด็กน้อยต้องการน้ำประโยชน์จากอกมารดาเท่านั้น  ส่วนล่างที่ยังมีกางเกงตัวสุดท้ายยังถูกอารมณ์มนุษย์ขับดันให้พองขึ้น  คยูฮยอนรู้สึกอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี   เขาเกิดอารมณ์ร่วมกับการข่มขืนแบบนี้ได้อย่างไรกัน 

 

...ทั้งที่อีกฝ่ายมิได้รักชอบตนเองด้วยซ้ำ  แม้แต่ตนเองก็รู้สึกเพียงแค่ยกย่องซีวอนที่ดูองอาจในฐานะราชองครักษ์หลวงแห่งแคว้นต้าฉิน  และอยากจะดูเข้มแข็งเหมือนเขาก็เท่านั้น...

 

ซีวอนสลับซ้ายขวา  พลางอยากจะฉุดคร่าพรหมจรรย์กามาของอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอดด้วยความรวดเร็ว  หากได้สัมผัสหนึ่ง  ก็อยากจะสัมผัสเสียทั้งหมด  เมื่อได้รับรู้ถึงความตึงแกร่งของตุ๊กตาตัวน้อยที่ขึงขังเพราะแรงรักที่ตนเองโหมใส่นั้นก็ยิ้มร่า

 

หึหึ... เจ้าเองก็สนุกกับข้าแล้วงั้นรึ  ดีสิ  ข้าจะสอนเจ้าเอง  เจ้าอาจจะลืมอาจารย์ของเจ้าจนมาคุกเข่าขอให้ข้าช่วยปรนเปรอในอีกภายหลังก็เป็นได้   คำพูดดูแคลนถูกส่งออกมาไม่ขาดปาก  คยูฮยอนเหลือหนทางเดียวให้ตนเองพ้นความอับกาย  ...หลับตา

ซีวอนร่นผ้าผ่อนชินสุดท้ายลงปลายเท้า  แล้วแทบจะฉีกทึ้งมันให้หายไปจากช่วงพื้นที่สี่เหลี่ยมหฤหรรษ์ใช้หลับนอนนี้ด้วยซ้ำ  เขาจับขาสองข้าของคยูฮยอนให้ตั้งชัน  กางอ้าออกเหมือนท่วงท่ายามพร้อมการร่วมรักโดยธรรมชาติของคน 

 

หอมจริง  ส่วนใดก็หวานล้ำ  ไม่น่าเชื่อ... อืม... จุ๊บ... จ๊วบ...

การกระทำยังคงมีต่อเนื่อง  ซีวอนมิได้ใจร้อนให้ตนเองได้ปลดปล่อย  สิ่งนี้เหมือนการละเล่นเสียมากกว่า  เขาชิมผิวกายด้านหน้าของอีกฝ่ายได้แทบจะทั่วตัว  จึงเปลี่ยนเป้าหมายใหม่มาหยอกล้อกับส่วนอ่อนไหวที่ไม่อ่อนนิ่งของคยูฮยอนแทน

 

หืม... เอาเถอะ  ข้าจะไม่กลั่นแกล้งเจ้าหรอก  ข้าจะทำให้เจ้าเป็นสุข  จากนั้น...ก็เป็นทีของข้า

ซีวอนถอนนิ้วของตนเองจากช่องปากของคยูฮยอน  มันเปียกขุ่มจนน่าพอใจ  ซีวอนไม่รอเวลาให้คยูฮยอนเตรียมตัวหรือหายใจ  ใช้สิ่งที่กำลังเปียกลื่นนั่นแซะร่องปิดสนิทสีชมพูที่อวดเชิดชูให้อีกฝ่ายแล่นเข้าไปให้ลึก 

 

...เหงื่อผุดทั่วทั้งตัว...

 

คยูฮยอนเจ็บแทบขาดใจตาย  แม้ซีวอนจะพยายามอ่อนโยน  แต่เพราะความไม่เคยจึงทำให้ขัดเคืองไปเสียหมด

โอ๊ะ... อย่าบอกนะ  ว่าเจ้าไม่เคย  ใยฝืดเคืองถึงเพียงนี้  วันนี้เจ้าเพิ่งจะหลับนอนกับอาจารย์เจ้ามาแล้วมิใช่รึ  ซีวอนแปลกใจยิ่งนัก จึงผ่อนเบาให้อีกฝ่ายอย่างชั่งใจ 

แต่จะให้หยุดตอนนี้เขาคงทำไม่ได้  อีกฝ่ายแม้จะนอนนิ่งเป็นเพียงตุ๊กตา  แต่ก็เชิญชวนให้เขาลุ่มหลงได้อย่างล้ำลึก 

ไม่สนใจว่านี่จะเป็นครั้งแรกหรือไม่  ขอเพียงได้ครอบครองร่างกายนี้  และปลดปล่อยความอึดอัดทั้งหมดที่มีก็เพียงพอ

 

องครักษ์หนุ่มชโลมจิตอีกฝ่ายด้วยการอ้าอมส่วนชูชันเข้าไปทั้งหมด  หวังว่าการที่เขาลงทุนชมรักส่วนเป็นชายเหมือนกันของอีกฝ่ายจะทำให้หลืบรักซ่อนเร้นที่เขาอยากทะลวงลึกให้เสริมรักได้ผ่อนคลายจนยอมรับนิ้วที่สองและสามเข้าไปได้

ไม่น่าเชื่อ... ช่างสนุกแท้

การได้กลั่นแกล้งคยูฮยอนทำให้ซีวอนปรีดาอย่างช่วยไม่ได้  ยิ่งขบเม้มออกแรงสูบด้วยเรียวปากมากเท่าไหร่  ด้านหลังที่ใช้นิ้วแรกค้างคาไว้ก็เกิดแรงตอบสนอง  เกิดแรงกระชับและผ่อนคลายสลับเป็นจังหวะ  ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่กับซีวอนมากมายนัก

 

เมื่ออีกฝ่ายพลั้งเผลอเพราะการรื่นเริงส่วนหน้าที่เขาปรนเปรอ  ก็อาศัยจังหวะนี้เพิ่มนิ้วอื่นเข้าไป 

จากหนึ่งเป็น 2 

และจาก 2 เป็น 3

 

ความตึงรัดยั่วยวนให้ซีวอนอยากลิ้มลองด้วยแก่นกายของตนเองยิ่งนัก  แต่การมอบความสุขทางปากลิ้นกับส่วนหน้าของคยูฮยอนก็เพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้เขาไม่น้อย  จึงได้รีบเร่งจังหวะขึ้นลงของตนเองไปพร้อมๆ กับจังหวะการสอดใส่เข้าออกของนิ้วทั้ง 3

 

...เกิดความคิดประหลาด...

หากผิวกายยังหวานล้ำ  เรียวปากยังหวานซึ้งแล้ว...

สิ่งที่หลุดพ้นจากตัวของคยูฮยอนจะรสชาติต่างกันไหมนะ

 

คิดได้ดังนั้น  ซีวอนก็หมายใจจะรับรสนั้นให้จงได้

เพิ่มจังหวะความหนักหน่วงทุกท่วงท่าให้กระชับ...

มากขึ้น

ไวขึ้น

ถี่ขึ้น

กระทั่งกล้ามเนื้อกระตุกทั้งร่างกาย  ...อย่างเป็นจังหวะ

ในที่สุดซีวอนก็สมใจ  ได้ชิมสิ่งที่ต้องการ

 

อืม...อร่อยแฮะ  เจ้านี่สมควรทำให้ชายคลั่งได้ง่ายๆ

คำชื่นชมนั้นเหมือนเป็นดาบที่ทำร้ายคยูฮยอนเสียมากกว่า  น้ำตาที่พยายามกลั้นก็พลันรินออกมาได้ง่าย

แต่มีรึผู้ที่ต้องการจะสนใจ  ซีวอนกลับจัดท่าใหม่ให้ง่ายดายต่อการสอดใส่ของตน

ถอดถอนนิ้วที่มีกระดูกทั้ง 3 ออกจากช่องทางหมายจะใช้นิ้วยักษ์ที่ไม่มีกระดูกของตนเข้าไปทดแทนช่องทางนั้นแทน  แล้วจับพลิกให้ผู้ขยับต่อกรไม่ได้นั้นให้คว่ำลง  เชิดสะโพกขาวให้ลอยเด่น  แต่ยังมิใจร้ายปล่อยให้ใบหน้าอีกฝ่ายคว่ำกับหมอน  ซีวอนพลิกหน้าของคยูฮยอนให้เหมือนลักษณะคนนอนตะแคง  และไม่ลืมที่จะสูดดมแก้มนั้นอย่างชอบใจ  ตบท้ายด้วยการจุมพิตที่ริมฝีปากเบาๆ

 

ถึงคราวข้าแล้วล่ะนะ  ข้าจะอ่อนโยนกับเจ้าให้มากที่สุด... ทงเฮ  ชื่อสมมุตินั้นถูกใช้กับบุคคลสมมุติ  คยูฮยอนแทบอยากแขวนคอตายด้วยชื่อนั้น   ...มันมิใช่ชื่อเขา  นี่เขาเป็นเพียงตุ๊กตาสมมุติงั้นรึ ?

 

ทงเฮคือใคร  และใครคือทงเฮ  ใยเขาต้องรับกรรมแทนบุคคลคนนั้นด้วย

 

ความเจ็บช้ำนี้เขาจักขอจำไปจนวันตาย

จะไม่ใจดีประคองคนเมา

จะไม่เข้าใกล้ชายที่ชื่อซีวอนอีกเด็ดขาด

 

ทำบุญได้โทษ  โปรดสัตว์ได้บาป       คำนี้ลอยผุดขึ้นในจิตใจของคยูฮยอนอย่างแจ่มชัด

 

อืม... แย่จริง  ข้าช่วยเจ้าไปถึง 3 นิ้ว ยังมิค่อยเปิดรับข้าเลยรึ  หรือว่า... เจ้าจะไม่เคย  เฮอะ  แต่ไม่มีทางหรอก  เจ้าหวานหอมถึงเพียงนี้มิรึใครจะปล่อยไป  ซีวอนเหมือนบ่นกับตัวเอง  แม้จะสมมุติชื่อทงเฮออกไป  แต่ภายในใจก็ยังมิเลือมเลือนภาพเด็กหนุ่มที่ดูนุ่มนวล  แต่กระทำเรื่องผิดจรรยาบรรณกับอาจารย์ของตนเองลงไปได้เลย

 

เมื่อความต้องการทะยานถึงขีดสุด  ต่อให้ไม่เปิดรับ  ซีวอนก็จะยัดเยียดส่วนสำคัญนั้นลงไปในช่องสวรรค์อยู่ดี

ยิ่งอีกฝ่ายมิสามารถครวญครางบอกถึงความเจ็บปวดได้  ก็ยิ่งย่ามใจ

ซีวอนชำแรกกายลงไปได้เกือบสุดโคน  อย่างนั้นก็ยังมีความฝืดเคืองมากมายเป็นอุปสรรค  ท้ายที่สุด  เขาก็ใช้ประสบการณ์ที่พอมีนั้นมาวิเคราะห์

 

...เด็กคนนี้ยังมิเคยถูกระทำชำเราโดยแท้...

 

หากจะหยุดร่างกายงดกระแทกให้แรงขึ้นคงเป็นไปมิได้  วูบหนึ่งในอารมณ์ซีวอนกลับรู้สึกยินดีมากกว่าที่ได้ร่างกายนี้มาครอบครองเป็นคนแรก  จังหวะกระชับตอดถี่ๆ ที่ตอบสนองของคยูฮยอนช่างส่งผลให้ซีวอนที่เคยอดทนได้มากกลับต้องพังทลายในเวลาอันสั้น

 

อึ๊ก...  ซีวอนกระตุกกายสามสี่ครั้ง  แล้วทิ้งสิ่งเปียกลื่นไว้ภายในร่างของคยูฮยอนมากมาย

 

ยิ่งได้มองดวงหน้าที่ดูเจ็บปวด  อีกทั้งท่วงท่ายังมิสามารถประคองตนเองให้สบายขึ้นได้นั้นก็กลับเกิดอารมณ์พุ่งพล่าน

เพียงครู่เดียวที่ถอดถอนมังกรยักษ์แห่งรักให้หลุดพ้นช่องแคบสีชมพู  ก็เกิดกลับคึกคักขึ้นมาใหม่  ซีวอนจัดท่าทางตุ๊กตาอันน่าพิศมัยตัวเดิมอีกครั้งให้กลายเป็นนอนหงาย...ซึ่งดูน่าจะสบายขึ้นสำหรับผู้ถูกกระทำ

 

เจ้า...เป็นของข้าผู้เดียวงั้นรึ  น่ารักจริง  อยากจะเป็นทงเฮให้ข้าอีกครั้งไหม  ...หึหึ ไม่รึ หรือว่าอยาก  ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้พ่ายแพ้ที่ปวดใจระบมกาย  ซีวอนยามถูกพิษสุรายุแยงทึกทักเข้าข้างตนเองว่า...ไม่ปฏิเสธ

 

แยกขาขาวเรียวยาวนั้นให้กว้างออก  และงอเข่าอีกฝ่ายให้ก่ายรัดช่วงบั้นเอวตนเอง  แต่เหมือนยังมีบางสิ่งติดขัด  ซีวอนจึงควานเอาเสื้อผ้าที่กองอยู่ใกล้มือนั้นมารองช่วงสะโพกให้ลอยเด่นขึ้น  สะดวกต่อการรุกล้ำมากยิ่งขึ้น

 

อดไม่ได้ที่จะจูบซับเอาน้ำรสขมที่ดวงตาผู้ถูกรังแกปลอบโยน  และจูบไซร้ทั่วทั้งใบหน้า  ริมฝีปาก  และซอกคอให้มีอารมณ์ร่วมกับตน 

 

หากจะว่าไป  สิ่งที่ทำให้ซีวอนสนุกปากลิ้นไม่แพ้กับการปรนเปรอช่วงล่าง  ก็คงเป็นยอดอก 2 เม็ดที่เต่งตึงชูชันรอให้เขาดูดคลึงนี่ล่ะ

 

ซีวอนกระแทกแก่นสังวาสตนเองเข้าไปในร่างกายคยูฮยอนอีกครั้ง  ...ครั้งเดียวก็สุดล้ำลึก

ทั้งเลือดจากการฉีกขาด  และน้ำรักที่ได้ทิ้งไว้  เป็นสิ่งช่วยเหลือให้ซีวอนกระทำได้ถนัดถนี่  ย้ำลึกๆ พร้อมคลึงเม็ดบัวไปพร้อมกัน

 

จ๊วบ... อืม... ใยเจ้าจึงตรึงรัดแน่นเช่นนี้นะ  นี่ข้าล่วงล้ำเจ้าไปแล้วยังกระชับได้ถึงเพียงนี้  ทำข้าแทบหายใจไม่ออก  ...อืม...ทงเฮ

ครางงึมงำย้ำรอยแผลให้อีกฝ่ายความทุกข์ล้นอก 

 

เจ็บใจ...เจ็บกาย

แต่ก็โกหกตนเองไมได้ว่าลีลารักของอีกฝ่ายทำให้ตนเองเคลิบเคลิ้มจนเผลอผ่อนอ่อนโอนกับบรรยากาศใคร่นี้

แต่เรามิใช่ทงเฮมิใช่หรือ  อย่าได้ร่วมสมยอมกับคนถ่อยพรรค์นี้เด็ดขาด

 

พลังวัตรที่มีมากพอตัวของคยูฮยอน  เร่งการคลายจุดให้ไวขึ้นได้จาก 2 ชั่วยามจนเหลือ 1 ชั่วยาม

 

ยามนี้เป็นอิสระจากการควบคุมชีพจรแล้ว  แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงจนไม่มีกำลังขัดขืน  ทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้  ...จนถึงครางกระเส่าไปกับจังหวะรักอันร้อนแรงขององครักษ์ผู้เข้มแข็ง

 

อ๊า... อึ๊...

มือไม้ที่ต้องแข็งนิ่งมานานนั้นโผเข้ากอดอีกฝ่ายที่กระหน่ำทิ่มแทงลีลารักเข้ามาในกายตนอย่างอัตโนมัติ

เจ้า..เก่งนี่  คลายจุดได้ไวกว่าที่ข้าคิด  แต่ก็ดี  ข้าไม่อยากนอนกับท่อนไม้เท่าใดนัก  กอดข้าสิ  กระชับตอดข้าให้มากกว่านี้...ทงเฮ

 

ไม่มีคำพูดใดเข้ามาในโสตประสาทของคยูฮยอนอีกต่อไป  ตอนนี้รู้สึกได้ถึงแต่เพียงความรู้สึกที่ถูกครูดผนังอ่อนนุ่มจากท่อนเอ็นแข็งแรงของอีกฝ่ายในกายตนเท่านั้น

ผวาเฮือกทุกคราที่ถูกสอดใส่จนสุดมิด

จิกเล็บไปกับผิวกายของผู้มีร่างกำลังมากบนร่างตน  ยิ่งถูกกดสอดลึกแรงเท่าใด  ก็ระบายออกรุนแรงเท่านั้น

 

เจ้าเยี่ยมยอดกว่าสตรีที่ข้าเคยกกกอด  เหลือเพียงลีลาจูบเท่านั้น  ยามก่อนข้าสกัดจุดเจ้าจึงตอบสนองลิ้นปากข้ามิได้  แสดงให้ข้ารู้หน่อยสิ  ว่าเจ้ายอดเยี่ยมไปทั้งร่าง  ซีวอนกระซิบข้างหูโดยไม่หยุดหย่อนส่วนล่างที่ขยับเข้าออก

เขาก้มลงให้ปากชิดคนด้านล่าง  แล้วกระกบจูบรุนแรง  ส่งลิ้นไปให้อีกฝ่ายตอบสนอง  คยูฮยอนแม้จะไม่เคยถูกล่วงล้ำมาในกายลึกมาก่อน  แต่เขาก็ถูกจูบดูดดื่มจากคังอินมาบ่อยครั้ง  จึงกระทำตามสัญชาตญาณคว้านลิ้นดูดดื่มกลับอย่างไม่รู้ตัว

 

...เก่งจนซีวอนติดใจ...

 

ไม่สามารถถอนปากลิ้นออกได้แม้แต่น้อย  ซ้ำร้าย  ด้านล่างที่ฟิตตึงกลับกระชับเป็นจังหวะถี่มากยิ่งขึ้น  

...นี่สินะการได้กกกอดร่างคน  ดีกว่าตุ๊กตาหรือท่อนไม้เป็นไหนๆ

 

ท้ายที่สุด  โลกก็ถล่มใส่สองร่างที่มีแต่อารมณ์ใคร่ครอบงำ

ซีวอนกดย้ำให้ลึกสุดกู่เป็นครั้งสุดท้าย  ประสานกับการผวากอดแน่นของคนด้านล่างพร้อมๆ กัน

น้ำนมขุ่นคลั่กทะลักออกมาจากช่องรักของคยูฮยอนเพราะมิสามารถกักเก็บได้มากมายมหาศาล   ช่องท้องและแผ่นอกของตนเองรวมถึงซีวอนก็มีคราบไม่ต่างกันกระเด็นสาด

สองเสียงประสานกันเป็นลำนำเสนาะไพเราะในห้วงคำนึงแห่งการร่วมรักไม่น้อย

 

ซีวอนหมดแรงหอบเหนื่อยสองสามครั้ง  แล้วทรุดนอนอิงกายของผู้อยู่ด้านล่าง  และหลับใหลไม่ได้สติไปในที่สุด

 

...ซีวอนหมดสติ...

 

...แต่คยูฮยอนกลับมีสติกว่าครั้งไหนๆ

 

ด้านล่างยังมิถูกถอดถอน  ยังดีที่มังกรทะยานฟ้าหมดฤทธิ์จึงได้อ่อนด้อยกำลังลงจนเขาดิ้นหลุดให้สิ่งนั้นออกจากร่างไปได้

 

คยูฮยอนสะอึกร้องไห้เพียงไม่กี่ครั้ง  แล้วรีบรวบผ้าผ่อนทั้งหมดของตนมาคลุมกายกันมิให้อุจาดตา  แล้วพยุงร่างที่หมดแรงของตนออกจากห้องไห้ให้ไวที่สุด

...พร้อมน้ำตา...

 

 

 

 

 

จอมยา กับ ยาใจ [ 10 ]

posted on 28 Dec 2008 10:45 by fix-fic

 

ตอนที่  10

 

 

 

           

            เสียงฝีเท้าของผู้ก้าวย่าง  ช่างดูร้อนรนไม่แพ้กับจิตใจที่รุ่มร้อน  หนึ่งเด็ก หนึ่งบุรุษวัยโต  แทบจะก้าวย่างแข่งกันให้รู้ผลแพ้ชนะ  หากแต่ทั้งสองมีจุดมุ่งหมายที่ผิดแผกกันออกไป

            ...เด็กน้อยวัย 8 ขวบ  เดินว่อนเพื่อตามหาใครบางคน...

            ...ส่วนท่านหมอหน้าเฉย  ก้าวย่างให้ไวที่สุดเพื่อนำโอสถไปบำรุงกายคนไข้  ที่หัวใจตนรู้สึกด้วยอย่างไม่ธรรมดา..

            อาจเป็นเกลียด  อาจเป็นชัง  ..หรืออาจเป็นสิ่งอื่น

            คิบอมมิอาจทำนายผลหัวใจตนเองได้ถ่องแท้นัก

 

            กระวนกระวาย  ไม่ชอบใจยามเห็น ลีดองเฮชิดใกล้กับบุรุษอื่น 

            ทว่า  ห่วงใยยามเห็นหญิงงามที่มีเจ้าของแล้วคนนี้ต้องเจ็บป่วย

 

            แต่คุณหมอคนซื่อที่มีชีวิตในสังคมเล็กๆ แห่งการแบ่งปันนี้กระทำการทุกสิ่งไม่ปิดบังอย่างที่ใจคิด

            ยามโกรธ  ไม่พอใจ  ก็แสดงออกว่าโกรธ

            ยามห่วงใย  ก็จะแสดงออกว่าห่วงใย  ในแบบฉบับของตน

 

            เฉกเช่นตอนนี้  ที่สาวเท้ายาวกว่ายามเดินเล่นเย็นใจ  หวังไปให้ถึงห้องหับที่มีร่างงามพำนักอยู่บนเตียงด้วยอาการเจ็บปวดช่วงท้อง

            ...เยี่ยงสตรีต้องเป็นกันทุกเดือน...

 

            พี่คยูฮยอน !!~” 

เสียงเรียกจากเด็กน้อยลัดเลาะตามหาคนที่อยากพบแทบลั่นไปทั้งสำนัก  เป็นเรื่องปกติวิสัยเสียแล้วที่เด็กน้อยจะคอยตามหาแพทย์หนุ่มศิษย์คนเล็กของสำนัก   พร้อมประกาศตัวเป็นเจ้าของ  ป้องกันมิให้คนไข้อื่นๆ ได้ใกล้ชิดติดเกาะศิษย์หน้าหยกนาม คยูฮยอน

จิ๊.. ท่านอยู่ไหนนะ  กลับมามิทันไรก็ไม่อยู่ให้ข้าชื่นใจบ้างเสียเลย  คอยดูนะ  หากข้าโตขึ้นแล้วต้องแต่งงานกันไป  จักไม่ยอมให้ใครได้ลักตัวท่านไปเช่นนี้แน่  เด็กน้อยบ่นพึมพำเบาๆ ว่าด้วยแผนการในอีกหลายปีที่วางไว้อย่างมาดมั่น

 

พี่คยูฮยอน  ท่านอยู่ไหนน่ะ  เสียงเรียกขานยังมีต่อไปให้หนวกโสตประสาทเล่น

..

..

 

แอ๊ดดด...

 

บานประตูไม้ลั่นเบาๆ ด้วยความเร่งรีบของหมอหนุ่ม  ภายในมือยังมีชามยาที่ท่านหมอปรุงด้วยตนเอง

นานแล้วที่ไม่ได้ปรุงด้วยตนเอง  เพียงแต่วินิจฉัยและสั่งยาให้บ่าวไพร่พนักงานในส่วนที่ปรุงยาเป็นผู้ปรุงและแจกจ่ายให้คนไข้มิต้องทำเอง  เหตุใดวันนี้จึงได้มีกะจิตกะใจลุกมาปรุงเองได้นะ  คิบอมยังสงสัยตนเองอยู่  แต่คงมิใช่ยามจะมาคิดหน้าคิดหลัง  เพราะร่างงามยังนอนไม่นิ่ง  บิดตัวน้อยๆ จากความปวด  ปากยังครางเสียงเบาๆ ในลำคอให้ผู้เห็นชวนสงสารยิ่งนัก

 

ยาของเจ้ามาแล้ว มันจะช่วยให้เจ้าทุเลาขึ้น  ลุกมาดื่มก่อนเถอะ  คิบอมปราดเข้าไปประคองให้อีกคนนั้นลุกขึ้นโดยไว

แม้จะเจ็บปวด  แต่ความไม่คุ้นเคยจากสัมผัสผู้อื่นทำให้ทงเฮขืนตัวอยู่เล็กน้อยจนคิบอมต้องออกปากปราม

ยามนี้ยังจะเล่นตัวอีกนะ  ข้ามิได้หวังล่วงเกินเจ้าแต่ประการใด  แค่จะให้ทานยาเท่านั้น  อย่าหลงตัวเองให้มากนัก  น้ำเสียงดูขัดกับถ้อยคำ  แม้แต่ทงเฮยังสัมผัสได้  ถ้อยคำรุนแรง  แต่น้ำเสียงเจือความห่วงใยไม่น้อย

 

ข..ขอบคุณ ท่านหมอ  คำกล่าวนี้มิได้เต็มเสียงนัก  เพราะไม่มีแรงจะขับลมเท่าใด 

อืม.. อย่าได้ดื้อดึงกับหมอยามเจ้าเป็นคนไข้  เอาไว้หายแล้วค่อยมาต่อกรกับข้าใหม่ก็ยังได้  เจ้าก็...  คิบอมเสียงหายไปสักครู่เหมือนจะตรองว่าสิ่งที่จะพูดนั้นสมควรหรือไม่  แต่ปากมักไวกว่าความคิดเสมอ  หายไวไวนะ 

คำพูดนี้ชวนให้ทงเฮเหสายตาขึ้นมาจ้องมองผู้พูดอยู่ไม่น้อย  เหมือนแปลกใจในคำพูดของศัตรู 

 

มองอะไร  ดื่มยาให้หมดเสียที  ข้าจะได้ไปรักษาผู้อื่นต่อ  มิใช่มีแต่เจ้าหรอกนะที่เจ็บป่วยเป็น  คิบอมยังวางมาดตนเองให้คงเดิมอย่างที่เคยเป็นมา

ข้าแค่... ขอบคุณ  รอยยิ้มเล็กๆ ถูกส่งออกมาจากความคิด  ยามขอบคุณผู้อื่นก็ควรจริงใจ  ทงเฮจะมองข้ามสิ่งอื่นไปในคราวนี้  เพราะขอบคุณในสิ่งที่ท่านหมอปากร้ายผู้นี้ทำให้ตน  ...คราวนี้เท่านั้นล่ะ...

            ไม่ต้องยิ้มหว่านเสน่ห์ให้ข้า  ข้ามิตกหลุมพรางเจ้าหรอก  เก็บมารยาเหล่านี้ไว้ใช้กับบุรุษอื่นเถอะ  คิบอมยังไม่วายกระตุ้นให้อีกฝ่ายโมโห  ทั้งที่ชอบรอยยิ้มนั้นเหลือจะบรรยาย  หากแต่กลัวใจตนเอง 

            ...หากรอยยิ้มนี้มีให้เขาบ่อยๆ เขาคงกลายเป็นชายที่ไร้จิตสำนึก  คิดอะไรเกินเลยกับภรรยาของผู้อื่นเป็นแน่...

            ความเกลียดอาจเป็นกำแพงชั้นดีที่จะปกป้องเขาให้พ้นจากความอัปยศทั้งมวล

            จิตใจของท่านก็คงคิดเป็นแค่เพียงสิ่งโสโครกแบบนี้  เชิญท่านหมอออกไปเถอะ  ข้าจะพักผ่อน 

 

            หึ... ทำปากเก่งแบบนี้ค่อยเบาใจว่าจะไม่ตายไปง่ายๆ  คิบอมเล่นลิ้นมิย่อท้อ  กับหญิงนางนี้มีเรื่องให้ชวนขุดคุยปมด้อยต่างๆ มาต่อกรด้วยไม่มีหมด

            วางใจเถอะ  ข้าจะไม่ยอมตายในสำนักแพทย์อันเลื่องชื่อให้พวกท่านต้องมัวหมองหรอก  หากจะหมดลม  ข้าจะคลานไปสิ้นชีพในป่าดงพงไพรอันไกลโพ้น  ทงเฮสะบัดหน้าหนีอย่างมีจริตส่วนบุคคล  จริตที่ชวนให้ผู้สนทนาด้วยแอบอมยิ้มในท่าทางอวดเก่งนั่น  หากทงเฮสามารถมองเห็นได้  คิบอมคงต้องอึดอัดที่ต้องกลั้นยิ้ม  แต่นี่ถือเป็นโชคของคิบอม  ที่สามารถอมยิ้มได้โดยที่ทงเฮมิล่วงรู้

 

            เจ้านอนเถอะ  มัวแต่ทำปากเก่ง  ร่างกายเจ้าเสียเลือดไปไม่น้อย  ถึงคราวอาหารข้าจะมาตาม  นอนลงสิ  คำขู่เข็ญให้ทำแบบนี้องค์ชายดอกเหมยแห่งตำหนักกิ่งเหมยไม่เคยเผชิญด้วย  เนื่องด้วยมีแต่คนรุมรักและเอาใจ  จะกล่าววานให้ทำสิ่งใดก็พูดภาษาดอกไม้ด้วยทั้งสิ้น  จึงมิเคยชอบใจกับภาษาของท่านหมอเสียงต่ำปากร้ายที่มิเคยเห็นหน้าคนนี้เลย

            เชิญท่านออกไปก่อนสิ  ข้าจะนอนของข้าเอง

 

            ข้าบอกให้นอน !!~”  เสียงหนักแน่นของคิบอมทำทงเฮตกใจ  นี่ท่านหมอคนนี้กล้าตวาดเขาอย่างนั้นหรือ  ชีวิตนี้ของเขาแม้แต่ฮ่องเต้ 2 รัชสมัยยังมิกล้าตวาดเขาเลย  ทั้งสะดุ้งและเกิดหวาดกลัวนิดๆ ในคราวเดียวกัน  ตกใจรึ  ข้าเพียงแค่จะให้เจ้านอนลง  แล้วข้าจะใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบเท่านั้นล่ะ  คิบอมเห็นอาการสะดุ้งน้อยๆ นั้นก็ตบหัวแล้วลูบหลัง

            ร่างงามค่อยๆ เอนตัวลงนอนให้ท่านหมอเลิกชายเสื้อขึ้น  อวดผิวพรรณขาวผ่องปานกลีบดอกเหมยสีขาวอมชมพูบริเวณช่วงท้องเรียว  เอวคอด มิแตกต่างจากสตรีทั่วไป  อาจงามกว่าบางนางเสียอีกด้วยซ้ำ

            คิบอมหยุดมือ  สายตาจับจ้องผิวที่มิเคยต้องกรำแดด  และได้รับการดูแลอย่างดีนั้น  จิตฝ่ายมารสั่งให้เขาดึงชายเสื้อให้สูงขึ้นอีก  ...สูงขึ้น  ...สูงขึ้น

            แต่ยังมีเสียงของผู้ถูกกระทำมาฉุดดึงสติฝ่ายดีทำงานไว้อยู่

 

            ท่านหมอ... จะทำอะไรก็ทำเสียที...  คำกล่าวแก้เขินอายอย่างไม่มีสาเหตุนั้นหลุดปากออกมาจากทงเฮ  นอกจากนางกำนัลแล้วยังมิเคยมีใครได้เห็นรูปร่างภายใต้อาภรณ์นี้เลย  คิดไปแล้วก็ชวนให้อับอายไม่น้อยที่ต้องอวดรูปพรรณนี้แก่ผู้อื่น  จึงได้รีบเร่งให้หมอคิบอมกระทำการ 

            อะ.. อึ... อืม  คิบอมเหมือนชะงัก  รีบลนลานไปบิดผ้าที่แช่อยู่ในชามน้ำอุ่นให้พอหมาด  แล้ววางประคบปิดบังผิวส่วนนั้นให้มิดชิดทันที

 

            ถ..ถ้ามีอะไรก็เรียกข้าก็แล้วกัน  คิบอมบอกเพียงแค่นั้นก็รีบลุกขึ้นหนีออกไปจากห้องทันที

 

            นี่ข้าเผลอคิดอะไรออกไปนี่  ชั่วช้านักคิบอม  ด่าว่านางเป็นหญิงต่ำ  แต่กลับหลงใหลในผิวพรรณนั้นจนเกือบลืมหายใจ  เจ้านี่ช่างมีมนต์มารยาอันน่ารังเกียจนัก  ลีดองเฮ  คิบอมหยุดคิดหายใจ  ลูบแผ่นอกตนเองแล้วสบถในใจ

 

            ..

            ..

            เป็นเรื่องน่ายินดีของคนไข้สาวใหญ่น้อยที่ได้ทราบข่าวการกลับมาของหมอหนุ่มทั้ง 3 เพียงก้าวแรกที่คิบอมก้าวย่างไปยังห้องตรวจโรค  อาการอยู่ไม่สุขของคนไข้ที่ยังสาวก็เกิดขึ้น

            มือไม้ยุกยิกจัดผมเผ้าให้เข้าที่  บางรายถึงกับขยับคอเสื้อให้กว้างขึ้น  อวดภูมิหลังของภูเขาลูกบนที่ตั้งตระหง่านบนทรวงอกของตน

 

            ...คิบอมระอากับภาพที่เห็นนัก  เพราะหญิงส่วนใหญ่รอบตัวเขามักทำตัวเช่นนี้  จึงมักคิดพาลไปหมดว่าหญิงคนอื่นๆ ก็คงกริยาไม่งามดังที่เคยเห็นมา  คิบอมจึงได้พยายามเสี้ยมคยูฮยอนให้ค้นหาสตรีที่ดีเพียบพร้อมให้ได้

 

            ท่านหมอกลับมาแล้วหรือคะ  โซฮี  หญิงสาววัยขบเผาะลอยหน้าถามแต่ไกลด้วยกริยากายระริก

            อืม.. พี่สาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง  คิบอมสอบถามถึงอาการคนไข้ของตน

 

            พี่ซอนเยอาการดีขึ้นเพราะท่านหมอนี่ล่ะค่ะ  ช่างเก่งกาจ  องอาจ  หาที่ใดเปรียบได้จริงๆ  เธอทำสายตาลอยเยินยออย่างกับอยู่ในฝัน

            งั้นก็ควรกลับไปพักที่บ้านของเจ้าได้แล้วกระมัง  อยู่ที่นี่คงไม่สะดวกเท่าจวนนายอำเภอ  คำบอกของคิบอมทำเอาสาวน้อยตกสวรรค์ในทันที

 

            ไม่ดีหรอกค่ะ  อยู่ใกล้หมอย่อมดีที่สุด  เธอยังดันทุรัง 

ซอนเย...พี่สาวของเธอนั้นมีอาการเคืองตาเนื่องจากลงเล่นน้ำในลำธาร  ต่อมามีอาการแสบและแดงจนต้องมาหาหมอยังสำนักแพทย์แห่งนี้  ตรวจพบว่าเป็นเพราะมีเชื้อจุลชีวะในลำธารเข้าไปในดวงตา  จึงต้องพักรักษายังสำนักนี้ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าหายขาด  มิเช่นนั้นอาจลุกลามไปมากกว่านี้  โซฮี  น้องสาวของเธอจึงผันตัวเองมาเฝ้าพี่สาวคนเดียว  ...เพราะติดใจในความองอาจทุกประการของหมอหนุ่มของสำนักนี้

 

ซอนเย  อาการของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง  พูดไปรังแต่จะปวดศีรษะ  คิบอมสอบถามจากเจ้าตัวเลยจะดีกว่า  พี่น้องคู่นี้ช่างแตกต่างกันนัก 

ซอนเยสุภาพเรียบร้อย  ดูเป็นกุลสตรีมีการอบรม

ส่วนโซฮีน้องสาวดูท่าจะถูกตามใจคนไม่ค่อยมีใครกำหราบให้มีวิสัยเรียบร้อยอย่างคนพี่

 

...พูดไปแล้วคิบอมก็เผลอคิดถึงใครอีกคน  ที่กับผู้อื่นกริยาปานนางฟ้า  แต่พอกับเขาล่ะยิ่งกว่าแม่เสือร้าย...

 

ทุเลามากแล้วท่านหมอ ขอขอบคุณท่านหมออย่างมากที่กรุณารักษาข้าเป็นอย่างดี  ซอนเยคำนับหนึ่งทีแก่ผู้มีคุณ

ดีแล้วล่ะ  เจ้าควรจะพาน้องสาวกลับไปพักที่บ้าน  จะได้ดูแลตนเองให้มากกว่านี้  กลับไปจวนนายอำเภอจะมีคนคอยบริการมิต้องขัดสนดั่งอยู่ที่นี่

 

ค่ะ  ท่านหมอ  เช่นนั้นข้าจะให้คนไปแจ้งท่านพ่อให้มารับและชำระค่ารักษา  ซอนเยยิ้มน้อยๆ อย่างทีกุลสตรีควรจะเป็น

ท่านพี่  ใยต้องรีบกลับเล่า  ไม่รอเปิดผ้าก่อนแล้วจึงค่อยกลับ  ให้ท่านหมอคิบอมตรวจตราอาการให้แน่ใจก่อนจะดีกว่า  โซฮีหาเหตุ

 

พรุ่งนี้ก่อนเดินทางข้าจะเปิดตาตรวจเอง  ไม่ต้องห่วง  คิบอมไล่ส่ง 

มิใช่ว่าจะรังเกียจ 2 พี่น้อง  ซอนเยพี่สาวเป็นคนน่าคบหาทั้งนิสัยใจคอและรูปร่างหน้าตา  ส่วนโซฮีก็น่ารักสมวัย  หากเป็นก่อนนี้เขาคงพิจารณาคนพี่ลำดับแรก  เพราะนางล้วนมีคุณสมบัติที่ต้องการทุกประการ 

ทว่าซอนเยวางตัวเหมาะสมเสมอมา  ไม่เคยแสดงกริยาว่าจะสนอกสนใจตนเองเกินกว่าคนอื่นๆ  คิบอมจึงเลิกล้มความคิดดังกล่าวไป

ท่านหมออยากให้ข้ากลับจวนไวไวใช่มั๊ยล่ะ  ฮึ  บุตรสาวนายอำเภอผู้ถูกตามใจแสดงความเง้างอนอย่างเต็มที่

 

โซฮี  ใยทำกริยาเช่นนี้กับท่านหมอ  นี่คือสำนักแพทย์  เมื่อรักษาเสร็จก็ไม่ควรอยู่เป็นภาระให้ท่านหมอลำบากใจ  ยังมีคนเจ็บคนไข้อีกหลายคนที่ต้องการมารักษา  เราจะเบียดบังหนทางผู้อื่นได้อย่างไร

ข้าไม่สนหรอก  ข้าจะอยู่ต่อซะอย่าง  ตราบใดที่ท่านยังไม่หายขาด  หรือท่านหมอใหญ่ไม่ไล่  ข้าก็จะไม่กลับ  ท่านก็เช่นกัน  ห้ามกลับ  นิสัยเอาแต่ใจแก้ไม่เลิกนี้ทำให้พี่สาวอย่างซอนเยร้อนใจนัก  อับอายท่านหมอคิบอมเหลือเกิน

 

งั้นก็ตามใจเจ้าเถอะ  คิบอมปัดส่ง  ยังแปลกใจด้วยซ้ำ  กับหญิงอื่นทำตัวไม่น่ารักประการใดก็ไม่เคยคิดนำมาใส่ใจ  แต่กับหญิงผู้นั้น...

แค่เห็นใกล้ชิดบุรุษอื่นในอกก็แทบลุกเป็นไฟ  อยากจะต่อว่าให้นางเจ็บช้ำเสมอ  ...นี่ข้าเป็นอะไรไปนะ

 

พี่คยูฮยอน !!!~”  ซองมินร้องเรียกหาคยูฮยอนไม่หยุดหย่อน  หาทั่วทั้งสำนักแล้วกลับไม่พบ  จึงวิ่งกลับมายังห้องตรวจโรคอีกครา  เผื่อว่าคยูฮยอนจะกลับมาตรวจคนไข้

ข้าได้ยินเจ้าร้องเรียกหาคยูฮยอนเนิ่นนานแล้ว  จะไม่ปล่อยให้เขาได้ทำกิจส่วนตัวอันใดบ้างรึซองมิน  คิบอมตวัดสายตาไปถามเด็กน้อยที่เสียงเริ่มแหบแห้งลงบ้างแลว

 

พี่คิบอมก็  ข้าคิดถึงพี่คยูฮยอนนี่  เพิ่งกลับมาก็หายตัว  ข้าตามหาทั้งสำนักกลับไร้วี่แวว  หรือว่าจะออกไปข้างนอกกันนะ  เพิ่งกลับมาแท้ๆ 

รู้เช่นนั้นจะร้องเรียกให้ผู้อื่นหนวกหูทำไมกัน  เจ้านี่ไม่รู้จักโตเสียที  อายุเท่าไร่แล้วน่ะเจ้า  คิบอมเอ็ดเบาๆ

 

8 ขวบครึ่ง  ฮิฮิ  พี่คิบอม  อีกไม่กี่ปีข้าก็จะได้แต่งงานกับพี่คยูฮยอนแล้วนะ  อีกไม่ถึง 10 ปีแล้ว  ข้าดีใจจัง  ซองมินมิได้ใส่ใจกับสิ่งที่คิบอมต่อว่าด้วยซ้ำ  กลับคิดเรื่องอื่นเรื่อยไป

คยูฮยอนเคยลั่นวาจาว่าจะแต่งกับเจ้าหรืออย่างไร  คิดอะไรสมวัยเจ้านักนะ  เจ้าตัวน้อย  คิบอมลูบผมเด็กน้อยอย่างเอ็นดู  อย่างน้อยก็คงมีซองมินคนหนึ่งที่คิบอมมองว่าความรักของซองมินที่มีต่อคยูฮยอนนั้นเป็นรักบริสุทธิ์

...คิบอมมองว่า  จิตใจเด็กน้อยยังไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอันใด  หากซองมินรัก  ก็คงหมายถึงรัก  มิมีสิ่งใดแอบแฝง  จึงได้เอ็นดูเด็กน้อยที่น่ารักคนนี้นัก...

 

ท่านหมอ... ลูบหัวข้าแบบนั้นบ้างสิคะ  โซฮีเห็นซองมินได้รับสิ่งนั้น  ก็อยากจะได้รับบ้าง

โซฮี  เจ้านี่ !!”  ซอนเยเอ็ดน้อง  เจ้ามิใช่เด็กน้อยวัย 8 ขวบอย่างซองมินนะ  จะได้ถูกเนื้อต้องตัวชายอื่นโดยเสนอตัวเช่นนี้  โอย..ข้าจะเอาหน้าของบ้านเราไปไว้ที่ไหนนะเนี่ย  แม้ถูกปิดตาหนึ่งข้าง  แต่ซอนเยก็ยังเห็นทีท่าของน้องด้วยตาข้างที่เหลือ

 

พี่สาวเจ้ากล่าวถูกแล้วโซฮี  ข้าเป็นบุรุษ  หากมิใช่เรื่องหนักหนา  ก็มิควรแตะต้องกายสตรี  หัดคิดอย่างพี่สาวเจ้าบ้าง  จะได้มีค่าน่าหวงแหนยิ่งขึ้น  ข้าสอนเจ้าในฐานะผู้ใหญ่สอนเด็กนะ  เจ้ายังเด็กอาจจะยังไม่ประสีประสา  แต่ชายอื่นจะดูถูกเจ้าได้  คิบอมหัวโบราณมาแต่ไหน

ถ้าท่านหมอชอบแบบนั้น  ข้าก็จะเป็นเช่นนั้นค่ะ   หญิงสาวกลับมองว่าเพราะคิบอมอาจมีใจให้ตนจึงได้บอกให้ทำตัวน่ารักขึ้น  เธออมยิ้มแก้มแทบปริแล้วเรียบร้อยลงทันตา

 

เชอะ  ผู้หญิงสมัยนี้ใช้ไม่ได้เลย  เพราะอย่างงี้ล่ะ  ข้าจะปล่อยให้พี่คยูฮยอนเป็นของหญิงอื่นไปไม่ได้  ฉะนั้น  ข้าจะต้องแต่งงานกับพี่คยูฮยอนเสียเอง  มิให้สตรีอื่นที่ไม่คู่ควรได้พี่คยูฮยอนของข้าไป  ซองมินยื่นปากใส่โซฮี

เจ้าเองก็เด็กวิปลาส  เป็นเด็กผู้ชายแท้ๆ กลับหลงรักท่านหมอซึ่งเป็นชายเหมือนกัน  ชิส์

 

ข้าสวยกว่าเจ้าก็แล้วกัน  คอยดูนะ  ถ้าข้าโต  ข้าจะน่ารักยิ่งกว่าเจ้าให้ได้  เสียเวลาคุยกับเจ้าก็เหมือนเอาพระพรายไปไสสีกับหินผา  ไร้ประโยชน์  ซองมินหันหลังกลับ  แล้ววิ่งวุ่นตามหาคยูฮยอนต่อไป

เจ้านี่...จิ๊  โซฮีอยากจะแสดงอาการอื่นด้วยซ้ำ หากไม่ติดว่าหมอคิบอมที่เขาหลงรักชอบหญิงสาวเรียบร้อยเขาคงกรีดร้องใส่หน้าไปแล้ว

..

..

เป็นหน้าที่ของศิษย์พี่คนโตที่จะต้องไปเรียนเชิญราชนิกูลทั้งหมดมาร่วมวงอาหารในยามเย็น  ด้วยเหตุผลที่อาจารย์กล่าวว่า  เราควรให้เกียรติแม้จะยอมลดตัวมาเป็นคนสามัญในยามรักษา

ครั้นจะให้อาจารย์อย่างคังอินมาเชิญเองก็จะเกินไปนัก  จึงให้ฮยอกแจผู้มีศักย์เป็นคนสำคัญรองจากอาจารย์มาเรียนเชิญ

 

กินข้าว...  ฮยอกแจยืนเคาะประตูและเรียกฮันกยองอยู่นอกประตู  บัดนี้ไร้เสียงตอบรับ  จึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป  หมายจะปลุกคนหลับตามที่ตนคิด 

...ว่างเปล่า...

ห้องไร้ผู้คนเช่นนี้  ฮยอกแจจึงได้คิดว่าฮันกยองอาจจะไปดูอาการภรรยาจึงได้รุดไปยังห้องของของพระสนมดองเฮ(อย่างที่ฮยอกแจเข้าใจ)แทน

 

แม่นาง... ได้เวลาทานอาหารค่ำแล้ว  ฮยอกแจเคาะประตูแลกเรียกอยู่หน้าประตูห้องเช่นกัน  แต่มิได้ถือวิสาสะเปิดเข้าไปอย่างในห้องแรก  เพราะกลัวจะไปพบภาพเด็ดการพลอดรักของสามีภรรยาเข้า

ขอบคุณมากท่าน... เชิญเข้ามาก่อน  ทงเฮเชิญผู้มาเรียกขานเพื่อไม่ให้เสียมารยาท  ฮยอกแจได้ยินดังนั้นจึงเปิดประตูเข้ามา

 

อ้าว  อยู่นี่จริงๆ ด้วย  ท่านอาจารย์ให้มาเชิญพวกท่านไปกินข้าว

อืม.. ท่านไปเรียกข้าที่ห้องมารึ

 

ใช่.. มีอะไรรึ  ข้าไปเรียกไม่ได้รึไง  ฮยอกแจยียวน

ได้สิ.. ข้าชอบให้ท่านเอาใจใส่ข้า  ก็เท่านั้น

 

เห.. ท่านพูดอะไร

            เปล่านี่  ข้ามารับดองเฮน่ะ  ขอบคุณที่ท่านใส่ใจข้า  ฮันกยองเหยียดยิ้มที่มุมปาก

 

            หากไม่ใช่ว่าอาจารย์วาน  ข้าก็ไม่มาเรียกท่านให้เสียปากหรอก  แววตากรุ้มกริ่มที่ฮยอกแจรู้สึกได้ทำให้เขารู้สึกขยาดพิกล  มันคล้ายๆ ตอนที่เขาเอาไว้ใช้ล้อเล่นกับหญิงสาวน่ารักๆ ที่ถูกใจ  ...แต่  เขาอาจจะคิดมากเกินไปก็ได้  เพราะภรรยาที่ฮันกยองบอกว่ารักนักหนาจนยอมทิ้งยศฐาบรรดาศักดิ์มาชั่วคราวเพื่อเฝ้าไข้รักษาก็นั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคน  คงเป็นไปไม่ได้

            กระนั้น  ข้าก็ยังรู้สึกดี  หากเป็นไปได้  เจ้าเป็นผู้มาเรียกข้าทุกครั้งจะได้ไหม  เมื่อพบคนถูกใจฮ่องเต้ผู้ไม่เคยถูกหญิงใดในใต้หล้าปฏิเสธก็ทำการเชื่อมสัมพันธ์ต่อทันที  ...โดยไม่นึกด้วยซ้ำว่าฮยอกแจมิใช่สตรีอย่างที่เขาเคยพบ

 

            เฮอะ  ท่านมีค่าพอรึไง  อาจารย์ยังไม่เคยจิกหัวใช้ข้าปานนี้  ฝันไปเถอะ  ฮยอกแจพูดความจริง  มิใช่เรื่องอะไรที่เขาจะต้องมาคอยรับใช้นี่

            ฮ่าๆ ... เจ้าเห็นรึยังล่ะดองเฮ  ฮันกยองกลับพูดกับทงเฮแทนเสียอย่างนั้น 

 

            ข้าทราบแล้วท่านพี่  ฮิฮิ  คำว่าเห็นคงใช้ไม่ได้กับคนพิการทางสายตา  ทงเฮจึงได้ใช้คำว่าทราบแทน  แล้วหัวเราะคิกคัก  โดยไม่ได้บอกความนัยให้ฮยอกแจรู้

            ขำอะไรกันน่ะ  แต่ช่างเถอะ  ถ้าเสร็จแล้วก็รีบมาล่ะ  ข้าหิวแล้ว  ฮยอกแจสะบัดเสียงใส่ฮันกยอง  แล้วหันไปพูดกับทงเฮบ้าง  แม่นาง..รีบตามมานะ  ข้าอยากร่วมโต๊ะกับเจ้าใจจะขาดแล้ว  มีเจ้าร่วมทานอาหาร  ข้าจงเจริญอาหารเป็นแน่ 

 

            คิกคิก  ข้าจะรีบไปทันทีท่านหมอ  มิให้ท่านต้องรอนาน  จริงมั๊ย..ท่านพี่  ทงเฮกระตุกชายเสื้อพี่ชายเบาๆ อย่างรู้กัน

 

            ฮยอกแจเคลื่อนตัวออกไปก่อน  มิรั้งรอคู่สามีภรรยาแต่อย่างใด  เป็นโอกาสให้สองพี่น้องหรือสามีภรรยาอย่างที่คนในสำนักรู้กันได้สนทนา

           

            เจ้าว่าอย่างไร  คนนี้พอจะได้ไหม

            รูปร่างหน้าตาเล่า  ท่านพี่

 

            ผิวขาวราวปุยฝ้าย  บอบบางมิต่างจากเจ้า  แม้จะไม่สวยล้ำอย่างที่เจ้าเป็น  แต่ก็...ดูดีในแบบของเขา

            ท่านพี่มิเคยเยินยอใครเช่นนี้  คงถูกใจท่านไม่มากก็น้อย

 

            ข้ารู้สึกสนุกที่ได้สนทนากับฮยอกแจ  มีบางสิ่งยวนใจข้ายิ่งนัก

            คงเป็นเพราะท่านหมอคนนี้มิยอมลงให้ท่านกระมัง

 

            เจ้าเดาใจข้าได้หมดจริงๆ

            ความรักมิใช่เรื่องล้อเล่น  หากเพื่อความสนุกข้าก็มิเห็นด้วย  แต่หากท่านต้องการท่านหมอคนนี้ออกมาจากใจ  ข้าก็ยินดีช่วย

 

            เจ้าไม่ตำหนิข้ารึที่จะหาพี่สะใภ้เป็นชายให้แก่เจ้า  ฮันกยองฉงนในทีท่าของน้องเสียมากกว่า

            ผู้เป็นฮ่องเต้มิได้มีชายาไว้เพื่อรัก  แต่เพื่อสืบสกุล  หากท่านจะมีใครสักคนไว้เพื่อรักบ้าง  คงเติมเต็มอำนาจหัวใจไว้มากโข  ซ้ำยังกล่อมเกลาจิตใจให้ท่านอ่อนโยน และมีกำลังใจยามอ่อนล้าเมื่อบริหารราชกิจ  ข้าไหนเลยจะขัดขวางความสุขของท่านพี่  ทงเฮเข้าใจในความเหนื่อยล้าต่อหน้าที่ของฮันกยอง  หากนี่คือความสุขของพี่ชาย  เขาก็ยินดีด้วย

 

            อีกทั้งเรื่องรัชทายาทผู้สืบบัลลังก์ข้าก็มิห่วง  เพราะท่านยังสามารถมีสนมได้อีกมากนัก  แต่ปัญหาคือ  ใครเล่าอยากให้สามีมีหญิงอื่น  นี่ต่างหากเป็นสิ่งที่ท่านกับท่านหมอต้องทำความเข้าใจกัน  คำเตือนสติของทงเฮทำให้ฮันกยองได้คิดทีเดียว  เขาเองสามารถรับสนมเพื่อมีทายาทได้  แต่หากว่าฮยอกแจมิได้รักเขา  แต่ต้องจำใจเข้าวังโดยมิยินยอมหรือรักเพื่อเข้าใจในหน้าที่ของฮ่องเต้แล้ว  คงเป็นการพรากความสุขชั่วชีวิตของฮยอกแจอย่างแน่นอน

            ข้ายังมิได้คิดไกลถึงจุดนั้นหรอกทงเฮ  อนาคตคือสิ่งไม่แน่นอน  เป็นว่า..  หากฮยอกแจมิได้มีใจ  ข้าจะไม่บังคับฝืนใจให้ต้องเจ็บปวด

 

            สมแล้วที่เป็นผู้ครองราชย์โดยธรรม  ท่านทำถูกต้องแล้ว  ท่านพี่  แต่อย่าได้ท้อใจเลย  ข้าจะช่วยท่านอีกแรง  สองพี่น้องกระชับคำมั่นสัญญาบางเบาผูกพันด้วยรอยยิ้ม  กำลังใจที่ต่างมีให้กันนี้จะช่วยให้ฝ่าฟันการบุกเบิกหัวใจครั้งใหม่ของฮ่องเต้ฮันกยองได้สักกี่มากน้อย  คงต้องรอให้สวรรค์บัญชาลิขิตเป็นไป

            ..

            ..

           

 

 

 

จอมยา กับ ยาใจ [ 9 ]

posted on 28 Dec 2008 10:43 by fix-fic

 

ตอนที่  9

 

 

 

            สิ่งแรกที่ทงเฮปฏิบัติเมื่อยามลับตาคนภายในห้องของตนเอง ...ที่แยกกันนอนกับสามีในนามคือ

            ...การสัมผัสร่างกายของตนเอง  มิใช่เพื่อให้ร้อนรุ่มแต่ประการใด  แต่เพื่อตรวจสอบว่า  สาเหตุที่ท่านหมอคังอินว่าไว้นั้นจริงเท็จประการใด

            ตรวจสอบทุกส่วนที่บ่งชัดว่าตนนั้นเป็นเพศใด 

...ทั้งส่วนบนและล่าง  หน้าอกและส่วนสำคัญของชายยังคงสถิต ณ ตำแหน่งเดิมของมันมิได้หดหายหรือผันแปรเป็นสิ่งอื่น

 

แล้วใยท่านหมอคังอินจึงได้กล่าวเช่นนั้นนะ ?  ทงเฮกุมท้องที่ตนเองรู้สึกปวดบิดหน่วงๆ พลางคิดถึงสาเหตุ  ...ฤา ท่านเทพจะกำหนดจิตใจของผู้คน

 

แสงสว่างจ้าปรากฏอีกครั้งยามข้องใจ  สายตาที่มืดบอดกลับเหลียวเห็นทุกสิ่งชัดเจน  ทงเฮปรับตัวได้ดี  มิได้กระโตกกระตากกับการมาของเทพซุกซนองค์เดิม  แต่มีสิ่งที่ต้องถามเพื่อไขข้อข้องใจมากมาย

 

ฮิฮิ  สนุกมั๊ยล่ะ  การรู้สึกเหมือนหญิงน่ะ

คารวะท่านเทพ  ข้า..ข้ามิเข้าใจ  ท่านเปลี่ยนแปลงจิตใจคนได้รึ  ทงเฮยิงคำถามแรกที่อยากทราบก่อนทันที

 

เฮอะ  จิตใจมนุษย์ซับซ้อนวุ่นวาย  ล้วนมากมายด้วยกิเลสตัณหา  เหล่าเทพจะมิวุ่นวายกับสิ่งไร้ค่าเช่นนั้นหรอก  อีกอย่าง  อำนาจของข้าหรือใครๆ ก็มิสามารถทำได้หรอก  แจจุงตอบทันที  แต่ก็ยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นทงเฮกุมท้องมิคลายมืออกเสียที  ถึงแม้นว่า... ข้าเปลี่ยนใจไม่ได้  แต่เปลี่ยนร่างกายได้นี่  ของกล้วยๆ ในเมื่อเจ้าอยากให้คนรู้ว่าเจ้าเป็นหญิง  ข้าก็เปลี่ยนภายในของเจ้าให้เป็นหญิงทั้งหมดไง  ฮิฮิ  แต่มิต้องห่วงหรอกนะ  ข้ามิใช่เทพใจร้ายถึงเพียงนั้น  ภายในของเจ้าจะทำงานเหมือนหญิงทุกประการ  หากแต่ถึงคราวตกเลือดเยี่ยงสตรี  เจ้าจะมิมีโลหิตหลั่งไหลออกมาก็เท่านั้น  เพราะข้ามิได้เปลี่ยนรูปร่างภายนอก  หากจะให้โลหิตทะลักในทิศที่มิควรเป็น  คงน่ารังเกียจยิ่งกว่าอมนุษย์เสียอีก  ฮิฮิ  สนุกใช่มั๊ยล่า  แจจุงดูสนุกกับความคิดพลิกแพลงแผลงฤทธิ์นั้นเต็มประดา 

ทงเฮจะทำอย่างไรได้เล่า  นอกจากก้มหน้าก้มตารับผลจากสิ่งที่พ่วงติดมากับพรวิเศษประหลาดของเทพประหลาดองค์นี้

เลือกเอง  ย่อมต้องรับผลเอง

 

หากเป็นเช่นนี้  ข้าเพียงเจ็บปวด  และอ่อนแอเฉกเช่นสตรีทั่วไป  ถูกหรือไม่ท่านเทพ  ทงเฮขอทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งเสียก่อน

อืม... จะว่าอย่างงั้นก็มิผิด  แต่มิใคร่จะถูกเสียทั้งหมด  เพราะภายในเจ้าคือหญิง  ทำงานดั่งสตรีทุกประการ  เพียงไร้โลหิตรอบเดือน  หากแต่ว่า....

 

ว่ากะไรรึท่านเทพ...  ตอนนี้ทงเฮสัมผัสแล้วว่า  มิเพียงแต่จิตใจของมนุษย์เท่านั้นที่ยากแก่การหยั่งถึง   แม้แต่เทพเอง  จิตใจก็วกวนมิต่างกับมนุษย์เลย

หากเจ้าร่วมเสพย์สังวาสกับบุรุษ  เจ้าก็อาจได้รับสิทธิ์เท่าเทียมกับสตรีอื่นๆ  ฮิฮิ  คิดแล้วตลกชะมัด

 

ข้ามิเข้าใจ... ก็ข้ามิใช่สตรีทั้งกาย  จะมีสิทธิ์ใดไป...

โถ่...องค์ชายผู้ขลาดเขลา  เจ้ายังมิเข้าใจอีกรึ

 

ท่านเทพโปรดระวังถ้อยคำ  ข้าอาจเขลาเมื่อเทียบกับท่าน  แต่ข้ามิใช่คนขลาด  ศักศรีแห่งความเป็นราชวงศ์ยังเจือกับลมหายใจทุกครั้งที่ผ่านเข้าออกร่างกาย  ทงเฮจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกตนเอง  เพราะนั่นหมายถึงการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของฮ่องเต้  และราชวงศ์ของตนทั้งหมด  องค์ชายดอกเหมยถูกสั่งสอนมาให้คิดแบบนั้น 

โอ้... นี่ข้าต้องขออภัยเจ้าหรือไม่ล่ะ  ก็ในเมื่อข้าเป็นผู้รู้แจ้ง  สิ่งที่มันจะเกิดมันจะทำให้เจ้ากลายเป็นคนขลาดจริงๆ นี่

 

ข้าเองก็จะมิยอมถอดถอนคำพูดเช่นกันท่านเทพ  บุญคุณส่วนบุญคุณ  ข้าต้องตอบแทนท่านแน่นอน  แต่เรื่องอื่นนั้นข้ามิอาจยอมได้  น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวของทงเฮยิ่งทำให้แจจุงรู้สึกสนุกกว่ามนุษย์คนอื่นที่เขาเคยได้เนรมิตสิ่งวิเศษให้

ถูกใจจริง  หึหึ  เจ้าเป็นของเล่นชิ้นโปรดของข้าเลยนะนี่  เอาเถอะๆ ข้าเพียงจะบอกเจ้าว่า  หากเจ้าได้รับสิ่งที่หญิงได้รับยามร่วมสังวาส  ไม่ว่าจะหนทางใดก็ทางใด  เจ้าก็จะให้กำเนิดบุตรเฉกเช่นสตรี  ...ก็เท่านั้น 

แต่ถ้าพ้น 1 ปีนี้ไปแล้ว  พรวิเศษหมดฤทธิ์  เจ้าก็รอดตัว  มิต้องรับรู้ความรู้สึกของมารดาเจ้ายามคลอดเจ้าก็เท่านั้นล่ะ  เทพซุกซนใบหน้าแฝงความซุกซนดั่งชื่อเทพผู้รักสนุกมิวางวาย

 

ข้าเป็นชาย  ย่อมมิมีสิ่งผิดต่อจารีตเช่นนั้นแน่  ขอท่านเทพโปรดวางใจ  ชิชะ  ...เทพองค์นี้กำลังจะบอกว่าเขาอาจจะต้องร่วมสังวาสกับบุรุษเช่นเดียวกับตนงั้นรึ

            ฮิฮิ  เจ้าก็รักษาตัวรอดให้พ้น 1 ปีนี้ก็แล้วกัน  ข้าจะจับตาเจ้าทุกลมหายใจ  เพียงแค่นึกก็มิรู้เบื่อแล้ว  ชีวิตเจ้าช่างซับซ้อนและซ่อนกล  น่าค้นหาติดตามยิ่งนัก  หากต้องการความช่วยเหลือ  ก็จงระลึกไว้ว่า  เจ้ายังเหลือโอกาสสุดพิเศษอีก 2 ครั้ง

           

            แต่ต้องแลกกับสิ่งอื่น 2 ครั้งเช่นกัน  ทงเฮทวนสิ่งที่รู้  อาจเป็นการเตือนตนเองเช่นกัน 

            ...พรแรกก็พบเห็นหนทางลำบากยาวนานถึง 1 ปี  นี่เพียงวันแรกเท่านั้นยังหนักหนาขนาดนี้  ยังต้องเผชิญชะตากรรมสตรีอีก 1 ปีเต็ม  หักลบวันนี้ก็ยังเหลืออีกหลายร้อยวัน  ทงเฮต้องพึงตระหนักในพรวิเศษนี้

            ย้ำจริง  วันนี้อยากขออะไรมั๊ยล่ะ 

 

            ข้าซึ้งใจในสิ่งที่ท่านเสนอ ..ท่านเทพ  แต่เพียงเท่านี้ข้าก็เต็มกลืนแล้ว  ขอผัดผ่อนพรของท่านออกไปก่อนจะดีกว่า 

            ว้า...  แต่ก็ดี  เรายังสนุกกันได้อีกนาน  อ้อ ... เชื่อถ้าเถอะ  ข้ารู้อนาคตเจ้า  ฮิฮิ  แต่หากจะลองฝืนชะตาก็ลองได้นะ  ข้าก็อยากเห็นคนพลิกลิขิตฟ้า   เทพร่างงามก็จากไปพร้อมแสงสว่างที่มี  ดวงตาที่มองเห็นก็ดับลงดั่งยามราตรีที่ไร้ดาวและเดือน  ...กลับมืดสนิท

            ..

            ..

            ดองเฮ... ดองเฮ  เจ้าหลับรึ  เสียงเรียกของด้านนอกฉุดรั้งให้ความคิดกังวลของทงเฮมาสนใจเสียงนั้นแทน

            เปล่า... หาข้ามีเหตุอันใดหรือไม่ท่าน 

 

            เจ้าจะให้พวกข้ายืนตะโกนอยู่หน้าประตูรึไงกันเล่า  เสียงนี้คุ้นหูนัก

            ข้าขออภัย  เชิญ   ทงเฮเชิญอาคันตุกะหน้าประตูให้เข้ามาภายในห้อง

 

            มิทันหายใจ  ความคล่องแคล่วของผู้เข้ามาก็ทำให้พาร่างมายังโต๊ะรับรองภายในห้องอย่างรวดเร็ว

 

            ข้าได้ยินว่าเจ้ามิร่วมห้องกับสามี  ทำไมกันล่ะ  ความช่างอยากรู้โดยไม่สนใจกาลเทศะนี้จะเป็นใครไปได้นอกจากฮยอกแจ

            เอ่อ...  ข้าเกรงว่าอาจจะไม่สะดวกในการรักษาก็เท่านั้น  ท่านหมอ

 

            ดีสิ  ฮิฮิ  ข้าจะได้ย่องเข้าหาเจ้าได้ทุกค่ำคืน  ฮ่าๆ  คำพูดทีเล่นทีจริงของฮยอกแจนั้นทำให้คนที่ไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่มาตั้งส่งเสียงฮึดฮัดแทนคำพูด  จนคนที่ไม่สามารถมองเห็นได้รับรู้การมีตัวตนของเขา

            เจ้าเป็นอะไรไปคิบอม  ส่งทำฮึดฮัดต่อหน้าสตรีงามขนาดนี้  เจ้าเป็นชายจริงรึไม่นี่

 

            ข้ามิใช่คนปากหวานช่างเจรจาอย่างท่านนี่  ศิษย์พี่ใหญ่  หากจะพลอดรักกันก็ควรให้ข้าตรวจคนไข้ก่อน  คิบอมพูดเสียงต่ำอย่างไม่พอใจนัก

            ท่านหมอ... ท่านตั้งใจมาหาข้าเพราะอะไรรึ  ทงเฮมิอยากสนใจคำพูดของคนนี้  

            ...คนจิตใจอัปลักษณ์  ก็คงมีหน้าตาอัปลักษณ์ไม่แพ้กับถ้อยคำเป็นแน่  ทงเฮมั่นใจอย่างนั้น

 

            หากจะบอกว่า  ข้าคิดถึงเจ้าล่ะ  ฮยอกแจพูดทีเล่นทีจริง  กับหญิงงามขั้นนี้ใครก็อยากมอง  ใครก็ต้องอยากอยู่ใกล้  ฮยอกแจไม่ได้กล่าวเกินจริง

            ท่านคงล้อข้าเล่นแล้ว  กับคนพิกลพิการอย่างข้า  ท่านจะคิดถึงเพื่อสิ่งใดกัน

 

            ก็เจ้า... งามนัก  หากมิมีใครเป็นเจ้าของข้าคงไม่ปล่อยเจ้าแน่  ฮยอกแจจะเอื้อมมือหมายสัมผัสอีกฝ่าย  แต่ก็โดนคิบอมยึดไหล่ไว้ด้วยความว่องไว

            นางมีสามีแล้ว  ...ศิษย์พี่   หาสตรีที่ดีกว่านางได้เป็นร้อย  เชิญท่านออกไปก่อนเถอะ  ข้าจะตรวจนาง

 

            อะไรกันคิบอม  เจ้านี่เป็นมารหัวใจข้าเสียจริง  แต่เอาเถอะ... ข้ารู้เจ้าคิดอะไร  ฮึฮึ  กับน้องคนเก่งข้ายอมให้เจ้าก็แล้วกัน  อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ..คิบอม  ฮยอกแจอาจจะชอบแม่นางลีดองเฮในความงาม  แต่เขารักพวกพ้องยิ่งกว่าสิ่งใด  เล็งเห็นกริยาของคิบอมก็รับรู้ทุกสิ่ง  ดั่งที่พ่อแม่รู้ว่าลูกคิดอะไร  อยู่ร่วมกันมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้  มีรึจะเดาใจศิษย์น้องรองไม่ออก

            อะไร.. ท่านอย่าคิดสุ่มสี่สุ่มห้า  คิบอมทำเสียงต่ำ  กดเสียงให้ดูเครียด

 

            เปล่านี่  ข้าหมายถึง  รักษานางให้ดีก็เท่านั้นล่ะ  คนที่คิดน่ะ  ...อาจเป็นเจ้าไม่ใช่ข้านะ  น้องรัก...  ข้าว่าข้าไปดูคนสูงศักดิ์อีกคนดีกว่า  อยู่ห้องคับแคบอาจจะอึดอัดใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้วกระมัง  เคยมีคนอื่นรองมือรองเท้าแบบนั้นคงทำอะไรไม่เป็น  ฮยอกแจกลับคิดถึงชายหนุ่มอีกคนที่มีศักดิ์เป็นสามีของหญิงงามคนนี้ 

            เชิญ...!!~”   คิบอมกล่าวสั้นๆ เพียงแค่นั้น  ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าศิษย์พี่ใหญ่จะทำอะไรต่อไป

 

            เชอะ  ไม่ต้องรีบไล่หรอกน่า  ข้าไม่ขัด การรักษาของเจ้าหรอก  แล้วฮยอกแจก็เลี่ยงเดินออกมาโดยไม่ลืมปิดประตูให้สองคนได้ร่วมรักษากัน

 

            ..

            ..

 

            เจ้านี่ไร้ยางอายจริงนะ

            อะไรอีกล่ะท่านหมอ  ข้านั่งเฉยๆ ก็ทำผิดงั้นรึ

 

            หญิงชายอยู่ในที่ลับตาคนสองต่อสอง  แต่เจ้ากลับไม่คิดปกป้องตนเอง  ไม่โวยวายแม้แต่นิด  ทั้งที่ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าปิดประตูมิดชิดถึงเพียงนี้

            ท่าน..   ทงเฮอยากจะกรีดร้องดังๆ กับท่านหมอคนนี้   ...อยากจะประกาศนักว่าเขาไม่ใช่สตรีนี่นา  จะให้มียางอายอะไรนักหนา

 

            ข้าพูดไม่ผิดใช่มั๊ยล่ะ  ฮึ

            ถ้าท่านจะมารักษาข้าก็รีบรักษา  อย่ามัวโยกโย้  อดทนไว้  อดทนเท่านั้นทงเฮ  ทงเฮท่องคำนี้ดั่งมนต์บนบานสิ่งศักย์สิทธิ์

 

            ข้าไม่มีอารมณ์  คำพูดวกวนของคิบอมนั้นชวนให้ทงเฮตบะแตกได้ง่ายๆ

            งั้นก็เชิญท่านออกไป  ท่านพูดเองหญิงชายมิควรอยู่ในที่ลับตา 2 ต่อ 2 

 

            ข้าเป็นหมอรักษาคนไข้นี่  เหตุผลของข้าไม่ทำให้ใครครหาเจ้าได้หรอก  ยิ่งยั่วเย้าก็ยิ่งหรรษาอารมณ์  ยามที่พระสนมคนงามนี้โกรธเคืองมันน่าดูชมยิ่งนัก  คิบอมพบสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสนุกไม่เบื่อหน่ายอีกแล้ว

            เจ้า...  ทงเฮยืนขึ้นตัวตรงเพราะบันดาลโทสะ  หากเป็นในวังข้าคงมิต้องเตือนว่าเจ้าคงหัวขาดไปแล้ว   ทงเฮมิได้ยกย่องให้เกียรติท่านหมอคิบอมอีกต่อไปแล้ว

 

            โฮะ  นี่รึกริยาของชาววัง  ในตลาดก็มีอย่างเจ้าถมเถไป  คิดใช้อำนาจในถิ่นนี้รึ   สังวรไว้เถอะพระสนม  ที่นี่สำนักแพทย์อโรคา  ไม่มีทหาร  สนม  หรือคนรับใช้ของท่านหรอก  มีเพียงข้า..ซึ่งเป็นหมอ  และท่านก็เป็นเพียงคนไข้ที่มารอความกรุณาจากข้า  ฉะนั้น  หากไม่อยากให้ความตั้งใจของสามีเจ้าต้องสูญเปล่า  ก็จงเชื่อฟังข้าแต่โดยดี

            คิบอมใช้ผู้อื่นมาเป็นเครื่องต่อรอง  ซึ่งก็ได้ผล  ทงเฮตระหนักถึงความวิริยะของฮ่องเต้ฮันกยองที่บากหน้าขอร้องด้วยองค์เอง  ซ้ำยังต้องโกหกใครมากมาย  รวมถึงข้าราชบริพารทั้งหมดที่ต้องร่วมโกหกเพื่อให้เขาได้รักษา

           

            ท่านต้องการสิ่งใดกันแน่  ท่านหมอคิบอม  ทงเฮยอมลดตัวลงนั่งกับเก้าอี้อีกครั้ง

            ไม่นี่  ไม่ได้ต้องการ  คิบอมยิ้มยกอย่างผู้ที่นอนใจแล้วว่าอาจจะปราบคนหน้าสวยตรงหน้านี้ได้แล้ว

 

            ท่านข่มเหงน้ำใจข้า  เพื่อความสนุกเท่านั้นหรือ  ท่านช่าง..ใจดำ  ความอึดอัดใจ  รวมทั้งอาการปวดท้องหน่วงที่มีรวมกัน  ทำให้จิตใจที่วุ่นวายของทงเฮกลั่นเป็นน้ำตาได้ง่ายๆ   หยดน้ำตาใสใสไหลรวยรินละแก้มสองข้าง  แต่ทงเฮมิได้สนใจจะเช็ดมัน

            จะ..เจ้าร้องไห้ทำไม  ข้า...ข้าทำรุนแรงไปงั้นรึ  ข้ามิได้..ตั้งใจ  คิบอมลนลานกับน้ำตาทงเฮอีกครั้ง  ทุกคราที่ได้กลั่นแกล้งจนพอใจ  ก็ต้องยอมแพ้กับใบหน้าหงอยเศร้า หรือน้ำตาของคนตรงหน้า  

            หมอคิบอมผู้ใจแข็ง  มิหวั่นไหวกับเลือดหนองหรือน้ำตาของคนไข้  กลับต้องอ่อนระทวยกับหญิงคนนี้

 

            สายไปแล้วท่านหมอ  ข้าอาจเคยกล่าววจีไม่ดีกับท่าน  แต่เมื่อท่านจะรักษาข้า  ก็อุตส่าห์ทำใจให้ละทิ้งสิ่งอื่นไว้เบื้องหลัง  แต่ท่านกลับตอกย้ำให้ข้าคิดเสมอ  ว่าท่าน...เกลียดข้า  ข้าควรฝากชีวิตไว้กับคนที่เกลียดข้างั้นรึ  องค์ชายยิ่งกรรแสงหนักกว่าเดิม  คิบอมไม่รู้จะทำอะไรนอกจาก

            ...เดินเข้าไปกอด...

 

            ร่างกายมันสั่งให้ทำเช่นนั้นอัตโนมัติ  กอดทั้งที่ไม่รู้ตัว  กอดเพราะอดรนทนไม่ได้ที่เห็นคนตรงหน้าเศร้า  หรือมีน้ำตา

 

            อ๊ะ...ท่านหมอ...   ผู้ไม่เคยถูกใครกอดนอกจากพระบิดา  พระมารดา  พระมเหสี  พระเชษฐา  หรือซีวอน  ดั่งถูกไฟฟ้าสถิตเล่นงาน  อ้อมกอดนี้ทำให้ทงเฮใจสั่นเกินควบคุม 

...จนต้องผลักอีกฝ่ายให้ออกไป

            แล้วนั่น... ก็ยิ่งทำให้คิบอมได้คิดว่า  เขาคงถูกรังเกียจเกินกว่าจะทำแบบนี้ได้

            หึ  ไม่ต้องรังเกียจข้าถึงเพียงนั้นหรอก  ข้าเพียงแค่... จะเอื้อมมือไปสัมผัสกระดูกสันหลังเจ้าเพื่อตรวจโรคเท่านั้น   คำแก้ตัวที่ดูไม่น่าเป็นจริงถูกปล่อยออกมาทันที 

รู้ว่ามันอาจไม่แนบเนียน... แต่คิบอมอาศัยความเป็นหมอชักจูงเหตุผลนั้นให้น่าฟัง

 

            ข้า...ข้าขออภัย  ข้าแค่...ตกใจ   เหตุการณ์เพียงเสี้ยววินาทีดังกล่าว  ทำให้ทงเฮหยุดร้องไห้ได้จริง  พลันแทบลืมว่าโกรธแค้นหมอหนุ่มคนนี้อยู่สิ้น  กลับโทษตนเองที่ผลักไส กระทำการมิบังควรกับคนที่จะรักษาตน

            ช่างเถอะ  ข้ามันทำบุญไม่ขึ้น 

 

            ท่านควรจะบอกข้าก่อนมิใช่รึ  เป็นใครก็ต้องตกใจ  ข้า... ข้าถือว่าข้าไม่ผิดหรอกที่ทำกับท่านแบบนั้น  เมื่ออีกฝ่ายไม่ลดราวาศอก  ทงเฮก็จุดไฟในความคิดแค้นติดอีกครา

 

            แต่ความปวดท้องในวันนี้ที่มี  มันทำให้ทงเฮไม่มีเรี่ยวแรงพอจะต่อกรอีกต่อไป  สองขาอ่อนแรงจนแทบล้มพับ 

            ...ดีที่คิบอมปราดเข้ามาประคองไว้อีกหน  ทุกสิ่งเป็นไปตามกลไกของธรรมชาติ   

...ว่าแต่  ธรรมชาติของอะไร  เวลานี้คงไม่มีใครให้คำตอบได้

 

            เจ้านี่  อวดเก่งไม่ถูกยาม  ได้ยินว่าปวดท้องจนแทบจะหมดสติ  ยังทำปากกล้าอีก  ไปนอนที่เตียงไป  คิบอมไม่พูดมาก  ประคองกึ่งฉุดดึงให้ทงเฮต้องตามไปที่เตียง  จัดท่าทางให้ร่างงามอย่างที่สมควรเป็น  แล้วยึดข้อมือข้างหนึ่งมาตรวจชีพจร

            ปวดรอบเดือน  ไม่เป็นไรหรอก  เดี๋ยวก็ดีขึ้น  ข้าจะไปปรุงยาให้เจ้าก็แล้วกัน  เดี๋ยวจะให้คนนำผ้าชุบน้ำอุ่นมาให้เจ้าประคบ  รออยู่นี่ล่ะ  คิบอมจัดการคนเดียวเสร็จสรรพ  แล้วทิ้งคนป่วยไว้บนเตียงกัดเม้มปากข่มความปวดคนเดียว

            ..

            ..

            ก้าวขาพ้นประตูก็มีเสียงเอ่ยเรียกคิบอม   ฮยอกแจยังไม่ได้ไปไหน  แต่ลอบฟังอยู่หน้าประตูโดยยืนใช้หลังอิงเสารอ

 

            ไง... คุณหมอ   ใยเจ้าปากร้ายกับนางนัก  ฮยอกแจมีประกายสายตาวิบวาวราวกับจะจับผิดคิบอม

            ท่านก็มิได้พูดดีนักมิใช่รึ

 

            มันคนละแบบนี่  ข้าไม่ได้พูดเสียงห้วน  ...แต่เจือความห่วงใยไว้เหมือนเจ้า

            เพ้อเจ้อ  คิบอมจะหลบหนีคำพูดของฮยอกแจออกไป  แต่ยังมีเสียงตามล้ออยู่ไม่ห่าง

 

            พร้อมจะยอมรับเมื่อไหร่บอกข้านะคิบอม  ข้าจะช่วยเจ้าเอง

 

            ..

            ..

 

            ก๊อกๆ

 

            เสียงเคาะประตูเบาๆ เรียกให้ฮันกยองเสสายตาจากตำราแพทย์ที่มีวางประดับไว้ในห้องพักของตน

 

            เชิญ

            ไม่เชิญก็จะเข้าแล้วล่ะ  เสียงใสใสพูดอิงหยอกเอินพร้อมเปิดประตู  ฉายรอยยิ้มจากแก้มขาวจัดร่างผอมของฮยอกแจมาด้วย

 

            ท่านหมอ  ฮันกยองทักทาย

            โอ๊ย  เรียกข้าฮยอกแจดีกว่า  ท่านหมอ..อี๋  ฟังแล้วแก่พิลึก  ว่าแต่ท่านเถอะ  จัดของเสร็จแล้วรึ

 

            เรียบร้อย  ฮ..ฮยอกแจ   ฮันกยองเกรงว่าจะไม่เท่าเทียมจึงแนะนำตนในนามใหม่อีกครั้ง  เช่นนั้นโปรดเรียกข้าว่า  ..หานเกิง

            ได้  หานเกิง  ท่านทำอะไรอยู่ล่ะ  ห้องนี้ไม่ใหญ่โตสวยงามอย่างในวังท่านหรอกนะ  อยู่ได้มั๊ยล่ะ

 

            ข้าอยู่ได้  ขอบคุณที่ห่วงใย

            ใครห่วงเจ้าล่ะ  ข้ากลัวเจ้าจะเอาไปติฉินยามกลับไปเมืองหลวงก็เท่านั้นล่ะ  คำพูดกวนๆ ของฮยอกแจ บวกกับ สีหน้าท่าทางที่ดูแปลกตาสำหรับฮันกยองมันชวนมองไม่น้อย 

            ...คนทั้งแผ่นดินก้มหัวให้เขา  ยกเว้นคนนี้  คนที่กล้ามายอกย้อนเขา

 

            ฮยอกแจมาหาข้า  มิกิจอันใดหรือไม่

            คิดถึงมั้ง  ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักแพทย์อโรคาประชด

 

            หะ...หา  เอ่อ....   ฮันกยองมิเคยได้ยินถ้อยคำนี้จากคนอื่นนอกจากวงศา  จึงวางตนไม่ถูก  ...ยิ่งกับบุรุษที่บอบบางไม่ต่างจากทงเฮพูดแล้ว  ฮันกยองยิ่งวุ่นวายในอารมณ์

            คิดว่าข้าพูดจริงรึไง  ประสาท  เออ เดี๋ยวข้าจะให้เด็กมาเรียกท่านไปทานอาหารเย็นนะ  ข้าไปล่ะ  ทิ้งฮันกยองให้ค้างอยู่อย่างนั้นคนเดียว  ฮยอกแจปลิวลมออกมาอย่างรวดเร็ว  ไม่คำนึงด้วยซ้ำว่าฮันกยองจะคิดอะไรต่อไป

 

            แสบนัก  ศิษย์คนโตแห่งสำนักนี้  หากเป็นหญิงข้าคงจะปราบพยศแล้วเอาไว้เป็นชายาสักคน  หึหึ  ชายหนุ่มเผลอบ่นด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก

 

            ..

            ..

 

 

จอมยา กับ ยาใจ [ 8 ]

posted on 28 Dec 2008 10:42 by fix-fic

 

 

ตอนที่  8

 

 

 

ภายในห้อง  ลูกศิษย์และคนในสำนักแพทย์อโรคาทั้งหมดถูกคังอินบอกให้บอกไปจนหมด  เหลือเพียงอาคันตุกะชั้นสูงจากวังหลวง 3 ชีวิต  และเจ้าสำนักที่มีใบหน้าดูเครียดกว่ายามที่พบในคราแรก

 

ข้าจะไม่อ้อมค้อมล่ะนะ  ...ข้าเดาว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะไม่ทราบกฎของสำนักเรา  คังอินใช้สายตาเฉียบคมจ้องมองไปยังฮันกยอง หรือ หานเกิงในยามนี้

คำพูดทั้งหมดไหลมาจุกกันอยู่ที่คอหอย  จะให้กล่าวอย่างไรได้เล่า  กษัตริย์ตรัสคำลวง  มิใช่เรื่องน่ายอมรับหรือน่าเชิดหน้าลอยหน้าไปรับคำกล่าวหาที่เป็นจริงนั้น

ข้า... ทราบดี

 

ข้าขออภัยที่ต้องเสียมารยาท  แต่..ที่ข้าไม่เปิดเผยต่อหน้าศิษยาทั้งหมดก็เพราะล้วนเห็นแก่หน้าท่านเท่านั้น  ท่านอาจตบตาผู้ด้อยประสบการณ์ทางโลกอย่างฮยอกแจ  คิบอม  หรือคยูฮยอนได้  แต่สำหรับข้านั้น  ท่านทำมิสำเร็จ  คังอินมั่นใจมาก ว่าคนรูปงามที่อยู่ตรงหน้านั้น ...เป็นชายที่งามงด  มิใช่สตรีเพศ

 

เพียงจบคำนั้น  เหงื่อกาฬของผู้ถูกจับได้ก็แทบหยดร่วงลงบนพื้น  กาลเวลาคล้ายจะหยุดนิ่ง  แพรพรรณที่ทุกคนสวมใส่ไม่ไหวติงตามแรงขยับกาย 

...ยกเว้นทงเฮ

...ฤา กาลเวลาจะนิ่งงันไปได้จริง

..

..

แสงสว่างปรากฏขึ้นอีกครั้งในดวงตาของทงเฮ 

อีกแล้ว... เขามองเห็นอีกครั้ง

 

ร่างอรชรของเทพบุตรหรือธิดาที่มิอาจแยกกันได้นั้นลอยเคลื่อนมาพร้อมใบหน้าเป็นสุข  หรืออาจจะสนุกกับสิ่งที่เกิดเสียมากกว่า

 

เจ้าตกใจรึ  เสียงนั้นปะทะกับโสตประสาทโดยตรงอีกครา  แม้ไม่ต้องอ้าปากขยับริมฝีปากงาม

ท่าน... ท่านทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่งงั้นรึ  แต่นี่...ยามสว่าง ?

 

ข้าเป็นเทพ  มิใช่ภูติสาง  ใยต้องกลัวแสงสว่างเล่า  เจ้านี่ตลกจริง  เช่นนี้ล่ะ   ข้าจึงเล่นสนุกกับเจ้ามิรู้เบื่อ  ..องค์ชาย

จุดประสงค์ของท่านคือ..?  เมื่อถึงกาลนี้แล้ว ก็มิต้องประวิงเวลาใดอีก  เช่นนี้ก็เท่ากับรับศึก 2 ด้าน 

ด้านหนึ่ง  ...คือเกียรติยศแห่งราชวงศ์  ศักดิ์และศรีของผู้เป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งมวลกำลังจะถูกแปดเปื้อนเพราะคำพกลมคำโตให้น้องชายคนเดียวได้รับการรักษา

อีกด้าน..  คือเทพที่เล่นสนุกโดยมิอาจล่วงรู้ได้ว่า  จะประสงค์ดี  ฤา หวังผลร้าย

 

ข้าเคยเอ่ยกับเจ้าไปแล้ว  พร 3 ข้อ เพื่อให้ชะตาลิขิตเป็นจริง  แจจุงเห็นแววตาของทงเฮที่คอยชำเลืองมองเหล่าผู้คนที่สงบนิ่งในท่าทางก่อนต่างๆ กัน 

...นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ทงเฮได้เห็นพี่ชายตนเองยามเจริญชันษา  ภายในใจก็เยินยอด้วยความสัตย์จริง 

พระองค์ช่างงามสง่าน่าเกรงขามยิ่งนัก  สมแล้วที่เป็นเสาหลักของบ้านเมือง

แต่ชายหนุ่มรูปสง่าใบหน้าปานเทพเนรมิตรอีกคนที่ยืนข้างกายของตนก็สะกดใจมิให้ละสายตาได้เช่นกัน  ..ซีวอน

 

เป็นอย่างไรเล่า  รสชาติการมองเห็น  หากเจ้าปรารถนาจะมองเห็นก็จงเอ่ยมันออกมา  ข้าจักทำให้เป็นดั่งประสงค์  แจจุงยิ้มพราย

แต่ท่านว่า  ข้าก็ต้องแลกกับบางสิ่ง

 

ใช่... เจ้านี่ไม่ตกหลุมข้าง่ายๆ เชียวนะ  หากเจ้าต้องการดวงตา  ก็ต้องแลกกับดวงตา

แต่ดวงตาของข้าใช้การมิได้อยู่แล้ว  จะแลกกันได้เยี่ยงไรท่านเทพ

 

ใครว่าของเจ้ากันล่ะ  หึหึ  ข้าหมายถึง  หากต้องการสิ่งมีค่า  ก็ต้องแลกกับสิ่งที่เท่าเทียม  ข้าจะขอแลกดวงตาเจ้ากับดวงตาคนที่เจ้ารักก็แล้วกัน

ข้าขอปฏิเสธ !!”  ทงเฮยืนหยัดจากเก้าอี้โดยฉับพลัน  สิ่งที่เทพแจจุงเอ่ยมานั้น  มันเปรียบได้กับดวงตาของเจ้าประเทศ  ดวงเนตรผู้นำแคว้น  เขาจะยอมแลกได้อย่างไรกัน

 

ไม่ก็ไม่สิ  ทำเสียงกระด้างไม่เหมาะกับเจ้าเลย  จงอ่อนนุ่มให้คล้ายสตรีอย่างที่เจ้าเป็นเถอะ  ข้าชอบแบบนั้นมากกว่า  แจจุงพูดทีเล่นทีจริงอย่างไม่รู้สึกรู้สา

แล้วถ้า...ข้าขอให้ท่านช่วย  เอ่อ... ช่วยทำให้ท่านเจ้าสำนักท่านนี้มิรู้ความลับของข้า  เชื่อว่าข้าเป็น...  ทงเฮเว้นคำบางคำหวังว่าจะให้เทพแจจุงเข้าใจมัน โดยมิต้องเอ่ยคำน่าอัปยศออกไป  แต่ก็คงเป็นเพียงความหวังเท่านั้น  เมื่อรู้ว่าไม่อยากเอ่ย  มีรึแจจุงจะยอมแพ้  ต้องจ้องจนทำให้ทงเฮยอมเอ่ยคำที่บุรุษทั่วหล้าไม่เอ่ยมัน  ...เป็นสตรี  ข้าอยากให้ท่านเจ้าสำนักคิดว่า... ข้าเป็นสตรี  เพื่อมิให้ฝ่าบาทต้องหมองมัว

 

เอ่ยสิ  ขอพรกับข้า  เห็นช่องทางจะสนุกอารมณ์ได้แจจุงก็รีบไล่ให้เอ่ยขอพร

เดี๋ยวก่อนท่านเทพ... ข้าต้องแลกกับสิ่งใด

 

เฮอะ  รอบคอบจริงนะ  ตั้งแต่ข้าทำหน้าที่นี้มาก็ไม่ค่อยมีใครรอบคอบเยี่ยงเจ้าเลย  ส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่ขอพรโดยมิไตร่ตรองอะไรเลย  ฮึ  แจจุงสะบัดหน้านิดหนึ่งอย่างขัดใจ  แต่ก็ดี  สิ่งแปลกใหม่ล้วนท้าทายความสามารถยวนใจในพรวิเศษของข้า

ต้องแลกกับสิ่งใด  ข้ามิอาจคาดเดาท่านเทพ  ทงเฮร้อนใจมิใช่น้อย

 

นั่นสิ  ข้าจะแลกกับอะไรดีนะ  ให้สมน้ำสมเนื้อกัน  เทพรูปงามตริตรองเพียงชั่วครู่ก็ดีดนิ้วดั่งตัดสินใจได้เสียที  อ๊า... คิดออกแล้ว  เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน  ในเมื่อเจ้าอยากให้ผู้คนเชื่อว่าเจ้าเป็นสตรี  เจ้าก็จงรับรู้รสชาดความลำบากของการเป็นสตรีก็แล้วกัน  มิเห็นยาก  เจ้าจะได้รู้ว่า  การเป็นสตรีนั้นมิใช่ของง่าย  เอาล่ะๆ  ข้าบอกเจ้าแล้ว  รีบๆ ขอพรเสียที

ลำบาก... หากว่าตัวข้าลำบากแล้วปกป้องเกียรติของฝ่าบาทได้  ข้ามิเคยหวั่นเกรง  ข้าวิงวอนขอพรต่อเทพยา  ข้า...

 

เดี๋ยวๆ  อย่าเพิ่ง  พรของข้ามิใช่สิ่งที่มียั่งยืน  ต้องบอกให้เจ้าทราบเสียก่อน  ประเดี๋ยวจะหาว่าข้ามิซื่อสัตย์ต่อผู้ถูกกำหนดชะตา  เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน 

...1 ปี  ข้าจะให้เจ้าเผชิญความลำบากนี้ 1 ปี  พ้นจากนี้แล้ว  พรของข้าจะหมดฤทธิ์  ผู้คนจะกลับมารับรู้ว่าเจ้าเป็นชาย  หากเจ้าตกลงก็จงขอพร

1 ปีงั้นรึ  ถือเป็นความกรุณาจากท่าน  ข้าซึ้งใจแล้ว  ข้าวิงวอนขอพรต่อเทพยดาผู้เลอโฉม  ข้าขอให้เจ้าสำนักแพทย์อโรคารับรู้ว่าข้าคือสตรีเพศ

 

ข้าจะปัดพรเจ้าก็เพราะคำว่าเลอโฉมนี่ล่ะ  ฮึ.. แต่เอาเถอะ  เจ้าจะได้พรนั้นดั่งประสงค์  แลกกับความลำบากในการเป็นสตรี 1 ปี   เพียงจบคำ  แสงสีขาวก็ม้วนตัวเป็นคลื่นลมที่มีสี  ประดับด้วยเกล็ดอัญมณีสีงามเม็ดเล็กเรียงรายในสายลมนั้นพัดประปรายไปทั่วทั้งสรรพางกาย  รายล้อมอยู่ชั่วครู่รอบทั้งผิวพรรณชันษางามสมวัยขององค์ชายทงเฮ 

อย่าลืมคำสัญญาของเรา  หากเจ้าแพร่งพรายออกไป  10 ปีของชีวิตเจ้าจะกลายเป็นของข้า  เทพได้เล่นสนุกในเบื้องต้นแล้วก็ลอยวับหายไป  สิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือความมืดมิด  แม้ทงเฮจะรีบหันไปมองร่างของพี่ชายทั้ง 2 อีกคราเพื่อบันทึกความทรงจำนี้ไว้  แต่ก็รวดเร็วจนมิทันกระทำการ

 

..

..

 

...ท่านทำมิสำเร็จ  ถ้อยคำสุดท้ายของคังอินเหมือนเพิ่งจบลงไป  แท้จริงแล้วเทพแจจุงแทรกแซงกาลเวลาระหว่างพวกเขาเท่านั้นงั้นหรือ...

ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดตอบกลับ  นั่นยิ่งทำให้คังอินมั่นใจในฝีมือการแพทย์ที่คลุกคลีกับร่างกายสตรีมาทั้งชีวิต

หากท่านไม่กล่าวสิ่งใดจะโต้แย้ง  ข้าจะถือว่า..พวกท่านยอมรับ

ใครเล่าจะกล้าโต้แย้งผู้ที่สามารถอ่านร่างกายมนุษย์ได้ละเอียดลออเช่นนี้  แต่กระนั้นก็ตามที  ทงเฮยังคงหวังพึ่งพรวิเศษที่ตนเองได้กล่าวขอไปก่อนหน้านี้  จึงได้คิดออกโรงปกป้องพี่ชายในสายเลือดคนเดียวที่มี

 

ท่านหมอ..

ว่ากะไรรึ... ท่าน  คังอินหาคำจำกัดความมาเรียกคนตรงหน้าไม่ถูกนัก  จะเรียกแม่นางก็มิใช่  หรือจะให้ขานนามอย่างบุรุษก็ไม่ถนัดปาก  หากจะเปรียบกับภาพตรงหน้า

 

ข้า..เกรงว่าท่านคงเข้าใจผิดไป  ทงเฮตัดสินใจเสี่ยงดวงกับพรวิเศษของผู้มีฤทธิ์ดูสักครา  หากว่าการแย้งครั้งนี้เป็นผล  ฮ่องเต้แคว้นฉินก็จะพ้นมลทินไม่เป็นที่ครหา   

...หวังว่าเทพผู้รักสนุกจะไม่เพียงล้อเล่นกับชะตากรรมมนุษย์...

หากพิสูจน์ได้ว่าท่านเป็นสตรี  ข้าย่อมให้การรักษาแต่อย่างดี  พร้อมการขมาลาโทษ  หรือหากท่านประสงค์สิ่งอื่นข้าก็ยินดีชดเชย  คังอินใช่ว่าจะไร้มนุษยธรรม  เพียงแต่กฎโบราณที่สืบต่อกันมาของสำนักนั้น  เขาจะฝ่าฝืนหรือเพิกเฉยเป็นผู้ผิดต่อจารีตของสำนักเองทั้งที่เป็นผู้นำก็ใช่ที่...

 

ข้า...

ท่านไม่เชื่อใจคำพูดของผู้เป็นเจ้าเหนือหัวของแผ่นดินนี้งั้นรึ  ซีวอนเสียงดังเพื่อข่มขวัญ

 

หาเป็นเช่นนั้นไม่  ข้าเพียงวอนให้ท่านเข้าใจถึงผลที่จะเกิดหากข้าปล่อยให้ศิษย์ในสำนักรักษาท่าน  วิชาที่ร่ำเรียนจักสูญสลายเป็นเพียงอากาศธาตุหากฝ่าฝืน  นี่คือสิ่งที่พวกข้าควรยอมสูญเสียงั้นหรือ  เวลาสิบกว่าปีในการเล่าเรียนอย่างอดทนหมั่นเพียรก็มิใช่สิ่งเล็กน้อย...  คังอินมิได้เกรงกลัวต่อซีวอนแม้แต่น้อย 

 

...หากจะวัดเรื่องฝีมือ  เขาก็มั่นใจว่าคนในสำนักแพทย์แห่งนี้ไม่แพ้ซีวอนสักเท่าใดหากร่วมมือกัน  ยิ่งกับตัวเขาและศิษย์เอกสามคนแล้ว  ล้วนมีวิชาแก่กล้า  ไม่เพียงแค่ด้านแพทย์เท่านั้น  วิทยายุทธ์เขาก็สั่งสอนไปพร้อมเพื่อใช้กำลังภายในในการรักษาผู้อื่นอีกทางหนึ่งด้วย

 

พี่ซีวอน  พอเถิด  หากท่านหมอจักใคร่พิสูจน์  ก็ปล่อยให้ท่านหมอไขข้อข้องใจ  ทงเฮรักษาน้ำเสียงมิให้สั่นไหว  ทั้งที่หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ

 

ข้ามิได้หวังล่วงเกินท่าน  ขอเพียงจับข้อกระดูกและจับชีพจรก็เพียงเท่านั้น

สมแล้วที่ท่านเป็นยอดหมอ  เชิญ  ทงเฮนับ 1 ถึง 10 ได้รวมกันเท่ากับความสูงของยอดเขาเทียนซานในเวลาไม่กี่อึดใจ  คงต้องฝากความหวังนี้ไว้แก่เทพองค์นั้นแต่เพียงผู้เดียว

 

คังอินรุดกายมาสัมผัสร่างงาม  โดยทำการขออภัยไว้ก่อน 

...น่าแปลก...

คังอินจับชีพจรแล้วพบว่าคล้ายสตรีที่อ่อนระโหยโรยแรง

 

สัมผัสที่ข้อกระดูกนิ้วมือ เรียวงามและส่วนอื่นที่บอบบาง ก็ล้วนไม่ต่างจากสตรีจริง 

...หรือนี่  เขาจะผิดเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี

 

ท่าน...กำลังมีรอบเดือนงั้นรึ 

คำถามนี้ของคังอินทำให้ทั้ง 3 ประหลาดใจถึงขีดสุด  ใยท่านหมอจึงกล่าวล้อเล่นเช่นนั้น

ข้า...ข้าไม่..มั่นใจ   เพียงแค่ท่านหมอทัก  ทงเฮก็หน้าซีดสลดคล้ายดั่งคนเสียเลือด  ปวดมวนท้องมิต่างจากยามที่เห็นเหล่าข้าราชบริพารขอลาหยุดพักเนื่องจากมีรอบเดือน

...แต่เขามิยักรู้สึกในสิ่งที่ควรจะเป็น  ความชื้นแฉะในที่ต่างๆ ก็ไม่มี  มีก็เพียงความปวดท้อง และอ่อนแรง

 

ท่านไม่รู้ตัวหรือไร...แปลกหญิงแท้

ข้าไม่เคยเป็นมาก่อน  จึงไม่เคยรู้  ขอท่านหมออภัย

 

อืม... ท่านอาจจะเป็นผู้มีการเจริญเติบโตในบางส่วนช้า  ภายในยังปั่นป่วน  เลือดลมเดินไม่สะดวก  หากไม่ทราบท่านก็จงทราบเสียเถิด  นี่คืออาการของหญิงที่มีรอบเดือน 

ขอบคุณท่านหมอ... อูย    รู้แจ้งเห็นชัดแล้วว่า  ความทรมานของหญิงที่จะต้องประสบต่อไปอีก 1 ปีคือสิ่งใด   ...นี่คงเป็นสิ่งแรกที่ต้องเผชิญ  สิ่งแลกเปลี่ยนครานี้ยิ่งใหญ่ไม่น้อย 

จากนี้ไปทุกเดือน  เขาจะต้องปวดท้องปานจะขาดใจเช่นนี้หรือ

 

ดองเฮ..เจ้าเป็นอะไร  พี่ชายทั้งสองแทบจะประคองน้องพร้อมๆ กัน

อย่าห่วงเลย  นางอาจจะมีรอบเดือนครั้งแรกจึงหนักหนาหน่อย  ข้าจะจัดยาบำรุงเลือดลมและบรรเทาอาการปวดท้องให้  ทางที่ดี  นางควรนอนพัก  ใช้ผ้าอุ่นประคบหน้าท้องไว้จักเป็นการดี  ขออภัยที่ข้าละลาบละล้วง  นางอายุได้กี่ขวบปีแล้ว

 

18  นางเพิ่งจะ 18 เมื่อไม่กี่วันนี้เอง

อืม... ช้ามาก  หากเปรียบกับหญิงอื่น  หญิงอื่นนั้น 13 ก็จะเริ่มมีรอบเดือน  แต่นางเพิ่งจะมียามอายุ 18  คงต้องปรับตัวหน่อย  อีกทั้งร่างกายนางไม่ใคร่ปกตินัก  คงจะเจ็บปวดกว่าหญิงอื่นในคราแรก

 

นางจะเป็นเช่นนี้นานหรือไม่ท่านหมอ  ซีวอนห่วงใย  ไม่เคยเห็นน้องชายที่รักต้องหน้าซีดหน้าเขียวแบบนี้มาก่อน

คงราว 7 วัน  แล้วแต่ร่างกายของนาง  อืม..ข้าประจักษ์แล้วว่าข้าเป็นผู้ผิดที่ไม่เชื่อใจพวกท่าน  โปรดรับการคารวะขออภัยจากข้าด้วยเถิด  หากท่านประสงค์สิ่งใดเพื่อเป็นการชดเชย  ข้าจักทำทุกสิ่งเพื่อประโลมใจ  คังอินคุกเข่าคารวะด้วยใจจริง

...ความมั่นใจหลายสิบปีในการรักษาลดลงไปในบัดดล  จากนี้เขาจะกล้าเรียกขานตนเองว่าหมอเทวดาได้อีกหรือไม่  ยังไม่รู้เลย...

 

โอท่านหมอโปรดอย่าโทษตนเอง  ข้าเองก็มิใช่จะถูกทักว่าเป็นชายครั้งแรก  พี่หานเกิง  เอ่อ..ฝ่าบาทก็เคยว่าข้าเป็นชายมาก่อน  เนื่องด้วยใบหน้าและรูปร่างละม้ายกับองค์ชายทงเฮ  อนุชาของฝ่าบาท  จริงไหมท่านพี่  จำต้องปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อรักษาหน้าของอีกฝ่ายเช่นกัน 

เอ่อ.. เช่นนั้นล่ะท่านหมอ  อย่าได้ตำหนิตนเองเลย  ขอเพียงท่านยอมรักษาดองเฮให้หายขาดข้าก็เบาใจ  ซ้ำยังจะขอบใจท่านในฐานะทำคุณแก่บ้านเมือง  ฮันกยองร่วมสังสารวัตรโกหกไปด้วยอีกคน  เพราะรู้จุดประสงค์ของของทงเฮที่กล่าวออกไป

 

...ทงเฮกำลังขอบคุณเทพแจจุงที่ทำให้พรนี้สัมฤทธิ์...

 

...แต่ฮันกยองกำลังนึกชื่นชมหมอหลวงที่ปรุงยาให้ดองเฮกินก่อนมา  เพื่อตบตาหมอเทวดา  โดยมิล่วงรู้ความจริงใดใดเลย... 

...ยาใดจะหลอกตาผู้ปรุงยาชั้นเซียนอย่างเจ้าสำนักแพทย์อโรคาแห่งนี้ได้...

 

ท่านจงเบาใจ  ข้าจะให้คิบอมรักษาเต็มความสามารถ  แต่คงต้องวิเคราะห์ถึงพิษที่ถูก  และกระบวนการรักษาสักหน่อย  หากต้องใช้เวลาสักนิด  พวกท่านจักขัดเคืองหรือไม่

เท่านี้ก็เป็นพระคุณแท้แล้วท่านหมอ  ข้าขอขอบคุณท่านอย่างสูง  รวมถึง..ลูกศิษย์ของท่านทุกคน  แต่..หากจะให้หมอท่านอื่นรักษาข้า...  ทงเฮกระอักกระอ่วนใจที่จะให้ผู้ไม่เต็มใจมากรักษาตนเท่าใดนัก

 

คิบอมเป็นหมอด้านจักษุที่ดีที่สุดในบรรดาแพทย์ที่นี่  แม้เขาจะเข้ากับคนอื่นได้ยาก  แต่เชื่อเถอะว่าฝีมือการรักษาด้านจักษุนั้นเป็นหนึ่ง  คังอินอยากทดแทนด้วยการให้คนที่เชี่ยวชาญด้านนี้รักษาโดยตรง  มิให้เกิดความอัปยศจากวิชาชีพอีกครา... เหมือนที่ตนวิเคราะห์พลาดไป

หากท่านเห็นสมควร  ข้าก็มิขัดเคือง   ถูกกล่าวหนักแน่นเช่นนั้นแล้ว  ทงเฮก็มิอาจปฏิเสธหมอหนุ่มที่คอยหาเหตุเชือดเฉือนตนได้อีก

 

เอาล่ะ  ข้าจะให้ซองมินพาทุกท่านไปยังห้องพัก  สามีภรรยาจะพักห้องเดียวกัน  หรือแยกห้องเพื่อความสะดวกในการรักษาก็ตามแต่ท่านต้องการ  คังอินใบหน้าไม่สู้ดีนัก  อาจยังเพราะสูญเสียใจความมั่นใจในการวิเคราะห์อยู่    ซองมิน..!!”

 

ไม่นานนัก  เด็กน้อยวัย 8-9 ขวบ  ที่เจ้าสำนักให้ความไว้วางใจยิ่งกว่าบ่าวไพร่คนอื่นๆ ก็วิ่งเข้ามาโดยไม่เคาะประตูเสียด้วยซ้ำ   จ๋า... มาแล้วจ๊ะ

 

พาแขกไปยังห้องรับรอง  ให้ทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการ

จ๊ะ  อาจารย์  ซองมินพูดจ๊ะจ๋ากับอาจารย์จนชิน  ติดปากมาจากคนไข้อื่นๆ ที่มารักษา  เพราะล้วนเป็นสตรี

 

ฮันกยองและซีวอน  ได้แต่เก็บความสงสัยเรื่องการวิเคราะห์ของแพทย์คราวนี้ไว้ในใจ  เมื่อมีโอกาสเมื่อไหร่คงจะได้หารือสอบถามกับทงเฮ  แต่เพื่อไม่ให้เสียเรื่องจริงปล่อยให้เหตุนี้ผ่านไปเสียก่อน

 

..

..

 

คังอินพาร่างใหญ่ของตนมายังห้องโถง  เฝ้าครุ่นคิดถึงความผิดพลาดของตน  เกิดหมดกำลังใจไม่น้อย   ยามนี้คงมีเพียงคนเดียวที่จะทำให้เขารู้สึกสบายใจ  และมีกำลัง

ไปตามคยูฮยอน  เข้ามาพบข้าหน่อย   คนนี้คนเดียวจริงๆ ที่ทำให้เขายิ้มได้  มีกำลังใจ  และมีความปรีดีทุกครั้งที่พบเจอ

 

ไม่นานนักบ่าวไพร่ก็ตามตัวคยูฮยอนมาพบคังอิน

 

ท่านอาจารย์เรียกหาข้าหรือครับ

ใช่  ข้ารู้สึกไม่ดีเลยยามนี้  คังอินสีหน้าสลดจนคยูฮยอนสัมผัสได้  รีบเข้าไปกอดปลอบชายที่นั่งตรงเก้าอี้หัวหน้าของบ้าน

 

อาจารย์  มีเหตุอันใดรึ

เรียกข้าว่าพี่สิ  เหมือนตอนเด็กๆ  คังอินรวบตัวคยูฮยอนเข้ามากอดแล้วซบศีรษะของตนลงกับอกคยูฮยอน

 

พี่คังอิน  คงไม่สบายใจมาก  มีอะไรเล่าให้ข้าฟังก็ได้นะครับ

 

สายสัมพันธ์อันแปลกประหลาดระหว่างเขาและคังอิน  คนเก่าแก่จะรู้ได้ดี 

 

คังอินเคยเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของรุ่นที่แล้ว  จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูก  เพราะปรมาจารย์มีศิษย์เพียง 2 คน  คือคังอิน  และผู้ที่ชาวสำนักอโรคาจะไม่กล่าวนาม 

..เมื่อตอนพบศิษย์เอกสามคนอย่าง  ฮยอกแจ  คิบอม  และคยูฮยอน  คังอินยังมิได้เป็นเจ้าสำนัก  แต่ก็มิได้เป็นอาจารย์ของทั้ง 3 เช่นกัน  ด้วยอายุที่ห่างกันไม่ถึง 10 ปี  ทำให้ทั้ง 4 คนสนิทสนมกัน 

แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงขวบปี  ปรมาจารย์ก็ถึงแก่กรรม  คังอินจึงต้องขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าสำนัก  และเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ น้อง..ที่กลายเป็นศิษย์เอกทั้ง 3 คน แทนปรมารจารย์คนก่อน

 

แต่เรื่องหัวใจ  ใครจะห้ามได้  ...น้องน้อยที่คอยออดอ้อนแต่วัยเยาว์ยังคงตรึงใจไม่รู้หาย

ทุกวันนี้มีฐานะศิษย์อาจารย์ค้ำคอ  ทำให้คังอินไม่สามารถทำอะไรเกินเลยได้  แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า... ความรักที่ผูกพันนี้มิเคยเปลี่ยนไป

 

ข้า..ไม่อยากเล่า  ข้าเพียงแต่อยากพบเจ้า  อยากสบายใจขึ้น  คังอินกอดคยูฮยอนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม  คยูฮยอนได้แต่ปล่อยให้คังอินกอดอยู่อย่างนั้นเพื่อแบ่งเบาภาระความหนักใจ  และลูบหลังประโลม 

เราไปเดินเล่นให้สบายใจดีกว่ามั๊ยพี่คังอิน  ท่านทำหน้าแบบนี้  คนทั้งสำนักจะหม่นหมองใจ  อีกทั้งคนไข้จักพลอยกังวลไปด้วย  ไปนะ  นะ  คยูฮยอนทำตาแป๋วอย่างที่คังอินชอบมาก  แล้วยิ้มสดใสให้

 

เอาสิ  เราไม่ได้เดินเล่นกันนานแล้ว  ตั้งแต่มีซองมิน  ก็ติดเจ้าแจจนข้า... 

ฮิฮิ  ท่านก็เคืองกระทั่งเด็ก  เป็นเจ้าสำนักเป็นผู้ใหญ่ของสำนักยังคิดแง่งอนกับเด็กน้อย  ไม่เอาแล้ว  ไปเดินเล่นดีกว่า  ตรงชายป่ามีดอกไม้ป่างามขึ้นหลากสี  ข้าเดินผ่านก่อนเข้าสำนักมา  กำลังชูช่องามนัก

 

เอาสิ  ตามใจเจ้า  ข้าเคยขัดใจเจ้าเสียเมื่อไหร่

เอาล่ะ...  ต่อหน้าคนอื่นอย่าทำเช่นนี้อีกนะ

 

อืม..ข้าทราบแล้ว  ลูกศิษย์

ครับ  อาจารย์

 

สองศิษย์อาจารย์เดินเกาะแขนออกจากสำนักไปชมทิวทัศน์ให้เพลิดเพลินตา  โดยมีสายตาคู่หนึ่งผ่านมาพบเข้าพอดี  เพราะองครักษ์อย่างเขาต้องระแวดระวังภัยให้แก่เจ้านายเสมอ  การลาดตระเวนดูพื้นที่เพื่อหาทางหนีทีไล่ก็สำคัญ

 

เสียงหัวร่อต่อกระซิกของศิษย์อาจารย์ช่างบาดตาซีวอนนัก 

เขาเองก็มีปมที่ฐานะทำให้มิอาจเอื้อมรักองค์ชายดอกเหมย

แต่ศิษย์อาจารย์คู่นี้ดูมีอะไรเกินเลย  จึงทำให้ซีวอนเกิดความริษยาในอกไม่น้อย

 

สวรรค์ช่างไม่เข้าข้างข้าบ้างเลย  ซีวอนได้แต่มอง แต่มิอาจหันเหสายตาไปทิศอื่นได้เสียที

 

 

 

 

 

 

จอมยา กับ ยาใจ [ 7 ]

posted on 28 Dec 2008 10:42 by fix-fic

 

ตอนที่ 7

 

 

 

 

จำคำข้าไว้  หากเรื่องนี้ไม่เป็นความลับ เจ้าต้องชดใช้ด้วยอายุขัยของเจ้า 10 ปี

 

องค์ชายทงเฮในคราบสนมดองเฮครุ่นคิดถึงแต่ข้อตกลงบางอย่าง  เสียงนี้ยังหลอนย้ำเตือนในมโนจิต  พระสนมดองเฮคิดจนลืมแค้นหมอหนุ่มคนนั้นไปเสียสนิท

 

การเดิมพันคือพร 3 ข้อ  เจ้าควรรู้ไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่าๆ  ได้ 3 อย่างจากพรข้า  ย่อมเสีย 3 สิ่งในชีวิต  เจ้าจงตรองให้ดี  จำคำข้าไว้  หากเรื่องนี้ไม่เป็นความลับ  เจ้าต้องชดใช้ด้วยอายุขัยของเจ้า 10 ปี

 

ใบหน้างดงามปานนางสวรรค์ที่ล่องลอยอยู่หมู่มวลเมฆา  ลดระดับความสูงของตนลงมาเจรจากับทงเฮ 

...คงเป็นผู้นี้ที่ลิขิตให้ชีวิตขององค์ชายใบหน้าสตรีมีสิ่งผันแปร...

 

ทงเฮตามเสียงร้องขอความช่วยเหลือไปยังกลางป่า  กลหลอกล่อของเหล่าเทพยดารักสนุกที่อาจรู้ชะตากรรมมนุษย์กำลังดำเนิน  ทงเฮเยื้องย่างไปหยุดยืนจุดที่เสียงแว่วนั้นเงียบหายไป

แสงสว่างและภาพของผู้งดงามราวเทพธิดา...ทงเฮมองเห็นมัน 

แต่จะเป็นไปได้อย่างไร  ในเมื่อเขา... ไร้ความสามารถในการมอง

 

ฝัน... นี่ข้ากำลังละเมอใช่หรือไม่  ท่านคือเทพารักษ์  หรือเทพยดากันแน่  ทงเฮปรึกษาพาทีกับบุคคลตรงหน้า  ...แน่ใจด้วยว่า  คงไม่ใช่มนุษย์

หากข้าจะบอกเจ้าว่า  ข้ามิใช่มนุษย์  เจ้าจะว่าอย่างไร  เสียงหวานหูนั้นดังขึ้นโดยที่ใบหน้างามนั้นมิได้ปริปาก  มันแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทของทงเฮโดยตรง

 

ข้าคงมิมีสิ่งใดกล่าว  ท่านเป็นผู้มีฤทธิ์  คงมีบางสิ่งที่ท่านต้องการจากข้า  ใช่หรือไม่  ทงเฮพยายามควบคุมความตื่นกลัวอย่างสุดกำลัง  แต่บางสิ่งก็ปิดไม่มิด  เสียงสั่นเล็กๆ กับกายที่สั่นริกๆ ดูจะเป็นสิ่งที่คนตรงหน้าพอใจจะได้ยล

ถูก  และ  ผิด  ร่างเรืองรองแสนงามนั้นลอยเอื่อยๆ วนรอบตัวทงเฮอย่างนึกสนุก  ข้าคือแจจุง  คนแถบนี้เรียกขานข้าแบบนี้  ...เทพผู้รักสนุก

 

โอ..ท่านเทพ  ข้าน้อยขอคารวะ  แม้ตนเองจะมีศักดิ์เป็นถึงองค์ชายก็ตามที  แต่หากจะวัดกันเรื่องอิทธิฤทธิ์  ทงเฮจำต้องยอมเป็นผู้น้อยที่ควรต้องคำนับผู้มากฤทธิ์

ข้ามาเพื่อให้พรแก่เจ้า  มันคือชะตากรรม  และการเดิมพัน

 

เรียนท่านเทพ  ข้าไม่กระหายสิ่งใดแล้ว  ขอบพระคุณที่ท่านเมตตา  แต่...

ข้ามิได้มาเพื่อเสนอ  ข้ามาเพื่อทำให้ชะตาที่ถูกลิขิตเป็นไปตามครรลอง  เจ้าปฏิเสธสิ่งที่ถูกขีดเขียนจากบนฟากฟ้ามิได้  ...3 ข้อ...เจ้าจะได้รับพรจากข้า 3 ข้อ

 

หากชะตากรรมนั้นคือการเดิมพัน  ใยข้าต้องรับความเสี่ยงนั้น

เพราะความเสี่ยงนั้น  คือชะตากรรมของเจ้า  จงจำให้ดี  ทุกสิ่งที่เจ้าประสงค์  จะได้รับมันจากพรข้า  ทว่าต้องสูญเสียบางสิ่งเป็นการตอบแทน  เทพแสนงามยังกล่าวประโยคย้ำเตือน

จำคำข้าไว้  หากเรื่องนี้ไม่เป็นความลับ เจ้าต้องชดใช้ด้วยอายุขัยของเจ้า 10 ปี  แล้วความเลือนรางก็เข้ามาครอบงำ  จากสว่างจ้า  ค่อยมัวลง  และมืดดับสนิท...ในที่สุด

 

..

..

 

ดองแฮนึกถึงสิ่งนั้น  แต่ผู้ที่เข้ามาพบกลับคำนึงถึงประโยคอื่น

 

โถ่... เจ้าก็รู้ว่าข้าเต็มใจทำทุกสิ่งเพื่อเจ้าเสมอ  เฮ่อ...เด็กน้อยเอ๊ย  เรากลับกันเถอะนะ  พี่ชายของเจ้าห่วงจนไม่เป็นอันหายใจแล้วกระมังป่านนี้

 

หึ.. พลอดรักเกี้ยวพาราสีไม่อายผีสาง  ชายโฉดหญิงชั่วจริงๆ  คิบอมยังมีอารมณ์ฉุนเฉียว  พี่ชายของเจ้าห่วงจนไม่เป็นอันหายใจ  ผัวล่ะสิไม่ว่า... พี่ชายบ้าอะไร 

คิดสรตะให้หัวเสียเล่นๆ อยู่หลายตลบคิบอมก็ยังนึกข้องใจกับประโยคนั้นทุกครา 

พี่ชาย..ทำไมเจ้าองครักษ์หน้าหยกนั่นถึงเรียกว่าพี่ชาย  รึว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้มีตื้นลึกหนาบางประการอื่น  หึ..ข้าจะเปิดโปงเจ้าเอง  แม่หญิงงาม

 

..

..

 

พื้นหินตัดปูแบหยาบ  มิได้ขัดมัน  เป็นเส้นนำสายตาให้มองตามทางนั้นขึ้นไปพบกับสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งตระหง่านบนเนินเขาลูกเล็กๆ

ไม่อาจกล่าวได้ว่านี่คือการประดับประดาด้วยฝีมือมนุษย์หรือสิ่งอื่นกันแน่  เพราะความละมุนแห่งสีเขียวของพืชพรรณมิได้ลดลงจากผืนป่าที่เพิ่งเดินทางผ่านมาในวันสองวันนี้เลย

สำนักแพทย์อโรคา

เป็นสำนักแพทย์ที่หมกเม็ดหลบซ่อนอยู่ในผืนป่านี่เอง  ดูแปลกตาผิดแผกจากสำนักยาหรือสำนักแพทย์แห่งอื่น  เพราะมีลานกว้าง  และที่นั่งเรียงรายที่ทำจากท่อนซุงใหญ่ๆ ให้คนได้นั่งอย่างจงใจทำ

เหล่าคนหามเกี้ยวถูกบอกให้กลับไปตั้งแต่เนินเขา 

จะเป็นการเอิกเริกหากมีคนนั่งเกี้ยวไปถึงสำนัก  ศิษย์เอกทั้ง 3 ผู้เป็นเจ้าถิ่นบอกให้ทุกๆ คนได้เข้าใจ

 

หากไม่เจ็บจนเดินไม่ไหว  ก็จงโปรดเดิน  ทุกคนปฏิบัติเช่นนี้ทั้งสิ้น  ฮยอกแจแถลงให้ทุกคนกระจ่าง  ย่อมแน่นอนว่าทั้งหมดต้องยินยอม

 

ซีวอนเห็นสถานที่ลานกว้างและที่นั่งนั้น จึงนึกอยากทราบว่ามีไว้ใช้การกะไร

ที่ตรงนี้เอาไว้ทำการสิ่งใดรึท่านหมอ

เรียนท่านองครักษ์  คยูฮยอนลืมตัว  เรียกตำแหน่งของซีวอน  เพราะตอนนี้ยังมิมีผู้ใดอื่น

 

เรียกข้าซีวอนเถิด  ซีวอนออกตัว

ก็ได้ขอรับ  ท่านอายุมากกว่าข้า  ข้าขอเรียกท่านว่า..พี่ซีวอนก็แล้วกัน  ที่ตรงนี้เรามีไว้เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ชาวบ้านละแวกนี้

 

หมายถึง.. คนทั้งหุบเขานี้ล้วนเป็นศิษย์สำนักของท่าน ?  ฮันกยองประเมิณ

จะว่างั้นก็ไม่ถูก  ฮยอกแจยักไหล่นิดหนึ่งตามประสาคนกวน  หมอก็เหนื่อยเป็น  ถ้าจะให้รักษาตั้งแต่หัวจรดเท้าหรือหากแค่เป็นอะไรนิดหน่อยก็วิ่งแจ้นหาหมอ  พวกข้าก็คงตายพอดี  สอนให้รู้จักป้องกัน  และรักษาตัวเองขั้นต้นหรือปฐมพยาบาล  ก็จะทุเลาภาระแพทย์ได้ดี  แต่หากใครอยากศึกษาจริงจังก็ไม่หวงความรู้

 

ช่างประเสริฐล้ำ  เป็นทั้งแพทย์และครู  พวกท่านช่างเป็นบุคคลที่คู่ควรแก่การสรรเสริญโดยแท้  ดองเฮภรรยาแห่งหานเกิงเอ่ยปากชมด้วยใจจริง  รอยยิ้มพิมพ์ใจถูกถ่ายทอดจากหัวใจให้แก่ผู้ที่ควรชื่นชม

ท่านกล่าวเกินไปแล้ว  พวกเราเป็นเพียงหมอเล็กๆ ในชนบท  มิได้ยิ่งใหญ่เทียบเท่าหมอหลวงหรือแพทย์ผู้เก่งกาจชั้นนำได้หรอกท่าน

 

แต่แนวคิดของท่านยิ่งใหญ่นัก  การรักษาที่ปลายเหตุมิอาจหยุดยั้งความเจ็บปวดทั้งหมดได้  แต่พวกท่านสอนให้รู้จักป้องกัน  มีความรู้  และรู้จักปฐมพยาบาลก่อนถึงมือแพทย์  คงลดจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายได้มากโข  ...ท่านพี่  เราควรนำหลักนี้ไปปฏิบัติบ้าง  เพื่อพสกนิกรของเรา

 

พสกนิกรของเรา...ฮึ  คิบอมเผลอตนหลุดคำกระแทกกระทั้นออกมา  คงนอนใจว่าตนจะได้เป็นพระมเหสี  เป็นแม่ของแผ่นดินแล้วสินะ  แม้คำพูดนั้นจะเบา  แต่ไม่พ้นหูของผู้มีประสาทสัมผัสการฟังดีเยี่ยมอย่าง  สนมตาบอด  ผู้นี้ได้

แล้วมันเหตุอันใดของท่านกันเล่า  หากผู้ประสงค์ดีคือคนโฉด  อย่างนั้นท่านก็คงเป็นมหาโจรเพราะรักษาคนมาแล้วมากมาย  ทงเฮตวัดหน้าไปตามเสียงของคิบอมที่พูดออกมา

 

            ดองเฮพอเถอะ  ท่านหมอคือคนที่จะรักษาเจ้า  เรามิควรเล่นลิ้นด้วย  ฮันกยองปรามน้องตามมารยาท  ...แม้ว่าตนเองจะไม่พอใจเท่าใดนักก็ตามที

            ฮึ...ก็ได้  ข้าจะเห็นแก่ท่านพี่ 

 

            ท่านหานเกิง  ข้าว่าเราต้องมีเรื่องปรึกษากันบ้างเสียแล้วนะ  ณ ที่นี้เราไม่อยากให้มีเรื่องบาดหมาง  ท่านเป็นสามีของนาง  ควรปรามนางไว้บ้าง

            ข้า..เข้าใจดี  ท่านหมอฮยอกแจ  ในฐานะนี้  ฮ่องเต้และองค์ชายถูกกดดันให้อยู่ภายใต้ฐานะคนไข้  โดยมีแพทย์เป็นผู้ชี้ชะตาจึงยอมอดทน แต่ท่านก็ควรตักเตือนศิษย์น้องท่านบ้าง  ชายที่มีวาจาคอยดูแคลนผู้อื่น  ...ข้าว่าคงมิใช่ชายชาตินักรบเท่าใดนัก

 

            พวกข้าเป็นหมอ  มิใช่ทหารหรือขุนนาง  จะใช้วาจาใดก็คงยังรักษาคนไข้ได้อยู่ดีนั่นล่ะ  อย่าห่วงเรื่องศิษย์น้องของข้าเลย  ฮยอกแจก็ออกตัวปกป้องคิบอมเช่นกัน

            หากเป็นเช่นนั้นข้าเองก็เบาใจ  ...ว่าจรรยาบรรณของผู้เป็นหมอจะยังมีในมโนสำนึกของสำนักอโรคา  สำนักแพทย์อันยิ่งใหญ่แห่งนี้เสมอ  ฮันกยองยกยิ้มที่มุมปากเชือดเฉือน

 

ตั้งแต่เล็กไม่เคยมีผู้ใดกล้าเถียงเขามาก่อน  ยกเว้นก็แต่ทงเฮผู้เป็นน้อง  แต่ถึงกระนั้นก็เป็นเพียงการชี้แจง  และยอมจำนนในเหตุผลแก่พี่ชายผู้เป็นรัชทายาทและว่าที่ฮ่องเต้เสมอ 

            ...แต่หมอคนนี้กล้าถกเถียงเขาโดยไม่กลัวหัวขาด 

            ...น่าสนใจ...น่าสนใจ

 

            ท่านว่ากะไรนะ  ฮยอกแจหน้าขึ้นสีด้วยความโกรธา

            ศิษย์พี่  ท่านเองก็ควรจะเพลาบ้างเถอะ  อย่าให้ใครมาติฉินเราได้ว่าใช้อำนาจข่มเหงคนไข้  มันจะทำลายเกียรติสำนักแพทย์ที่ปรมาจารย์ทั้งหลายสั่งสมมา  คยูฮยอนน้องเล็กที่ดูจะเป็นการเป็นงานที่สุดสรุปความ  พวกท่านก็เช่นกัน  จงเชื่อมั่นเถิดว่า  คนที่นี่มีจิตใจดีงามไม่แพ้ที่อื่นๆ หรอก  หากถกเถียงกันจนเข้าใจแล้วก็เชิญท่านตามมานะ  ข้าขอพาคนไข้ของข้าไปพบท่านอาจารย์ก่อน

 

            เหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ที่ปล่อยให้เด็กอย่างคยูฮยอนมากล่าวด้วยเช่นนี้  ทั้งฮันกยองและฮยอกแจจึงได้เงียบลง  ปล่อยให้คยูฮยอนประคองทงเฮหายลับเข้าไปด้านในของสำนัก

 

            ข้าขออภัยท่านหมอที่กล่าวล่วงเกิน  แต่ท่านโปรดเข้าใจ  ที่ข้ายอมให้ท่านก่นด่า  มิใช่ว่าเกรงกลัว  แต่ข้าทำเพื่อทะ..ดองเฮ  อย่าได้หยามน้ำใจกันมากไปกว่านี้  ฮันกยองยอมโค้งศีรษะให้ฮยอกแจครั้งหนึ่งแล้วเดินตามคนที่ล่วงหน้าไป

 

            ฮึ ..เจ้านี่  มันใหญ่มาจากไหนวะ  ถึงได้กล้ามาสั่งข้า  ฮยอกแจบ่นอย่างไม่พอใจนัก  แม้อีกฝ่ายจะยอมลงให้แล้วก็ตามที

            ฮ่องเต้ไง  ศิษย์พี่  ท่านไม่รู้รึไง  ว่านั่นน่ะ  ฮ่องเต้  คิบอมย้ำสถานะ 

 

            เออ  รู้แล้วเว่ย  คอยดูนะ  อย่าให้ใครจากวังหลวงมารักษาที่นี่อีกนะ  ข้าจะแกล้งมันให้เข็ดเลย

            โกรธแค้นใครก็ควรที่คนนั้นสิ  คนอื่นมิใช่เหตุให้ท่านขัดเคืองนี่ศิษย์พี่

 

            เจ้าวิปลาสไปแล้วรึ  ถ้าข้าแกล้งฮ่องเต้พวกเรามิหัวขาดกัน 9 ชั่วโคตรรึ  ฮยอกแจเพิ่งได้คิด

            เพิ่งสำนึกรึไง  คิบอมต่อว่ากรายๆ

 

            เจ้าเองก็เหมือนกันนั่นล่ะ  สนมเอกเชียวนะนั่นน่ะ

            ท่านหมายถึง...  คิบอมตีเซ่อไว้  เพราะอยากรู้ว่าจริงๆ แล้วฮยอกแจจะกล่าวสิ่งใด

 

            หึหึ  ดอกไม้ที่เจ้าหมายเด็ดดอกนั้นเป็นถึงดอกฟ้าที่ปักอยู่ในแจกันลายมังกร  ใช่ว่าใครจะสามารถเชยชมได้หรอกนะ  ศิษย์พี่ตีฝีปาก

            ข้า...ไม่เคยคิดเรื่องแบบนั้น

 

            เหรอออออออออ... ไม่คิดก็ดี  แต่ถ้าคิด  ข้าจะช่วยเจ้าเอง  ข้าว่าข้ามีวิธีทำให้ฮ่องเต้องค์นี้รู้ฤทธิ์ศิษย์แสบแห่งอโรคาบ้างแล้วล่ะ  ฮิฮิ  ฮยอกแจยิ้มอย่างมีแผนการในใจโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคิบอมจะทำหน้าอย่างไร  แล้วความรู้สึปลอดโปร่งก็เข้ามายึดพื้นที่อารมณ์ของฮยอกแจจนต้องผิวปากเดินเข้าไปในสำนัก  ปล่อยให้คิบอมยืนอยู่เดียวดาย

            ..

            ..

           

            คารวะท่านอาจารย์  คยูฮยอนน้องเล็กคำนับอาจารย์ก่อนวิ่งเข้าไปกอดตามที่เคยทำเป็นประจำ  อาจารย์หนุ่มกอดรับอย่างอบอุ่นเช่นกัน

            เป็นยังไงบ้าง  เดินทางปลอดภัยใช่มั๊ย  อาจเป็นภาพที่ดูแปลกตาสำหรับแขกผู้มาเยือนอย่างซีวอนที่มองเห็น 

            ...อาจารย์หนุ่มจุมพิตบริเวณหน้าผากของคยูฮยอนและกอดอย่างกับ...คิดอะไรเกินเลย

            แต่มันเป็นภาพที่ชินตา  จนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วสำหรับที่นี่

           

            ครับ  ข้าพาคนไข้มาด้วยนะครับ  คยูฮยอนเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบเมื่อจะเอ่ยถึงชื่อของคนไข้และผู้ติดตาม  

หญิงนางนี้คือ..พระสนมลีดองเฮ  และนั่นคือองครักษ์ซีวอน  แถมยังมีฮ่องเต้เสด็จมาด้วยองค์เอง   คยูอยอนยิ้มแย้มกับอาจารย์  ดูสดใสผิดกับตอนวางมาดนิ่งๆ ตอนออกไปข้างนอก  ดูน่ารักไม่หยอกจนซีวอนเผลอเอ็นดูกริยานั้นด้วย

 

อืม.. ข้าเห็นแล้วล่ะ  เจ้านี่ช่างขี้อ้อนนัก  ดูสิไปตั้งหลายวัน  ผอมลงรึเปล่า  ไหนให้อาจารย์กอดอีกทีซิ  อาจารย์หนุ่มกอดเพื่อวัดสัดส่วนศิษย์คนเล็กอีกครา  โดยไม่ได้ตื่นเต้นหรือรีบทำความเคารพกับผู้สูงศักดิ์แต่อย่างใด  ผอมลงจริงๆ ด้วย  วังหลวงไม่เลี้ยงดูเจ้าให้ดีหรือไรนะ

อึ..ฮึ่ม  ซีวอนกระแอมหนักๆ หนึ่งครั้ง  เพราะไม่ชินชากับภาพแบบนั้น   

 

แถมยังเผลอคิดว่า...แน่ใจหรือว่าเจ้าหนุ่มนี่คืออาจารย์ของศิษย์แสบทั้ง 3 นั่น  ใยจึงดูอ่อนกว่าวัยได้ถึงขนาดนี้   หากไม่บอก  ซีวอนคงคิดว่าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ตัวจริงเสียมากกว่า

 

อ๊ะ  ท่านอาจารย์ลืมแขกไปเลย  ท่านนี่  ฮ่าๆ  คยูฮยอนขัดขืนอ้อมกอดอบอุ่นนั่น  นึกขึ้นได้ว่ามีแขกอีกสองคนยืนอยู่ในห้อง  แถมตอนนี้ยังมีคนอื่นๆ ตามเข้ามาอีก  ทั้งฮ่องเต้ฮันกยอง  ฮยอกแจ  และคิบอมที่มองเห็นรำไรอยู่ตรงช่วงประตูว่ากำลังตามเข้ามาอีกคน

 

ถวายบังคมฮ่องเต้  พระสนม  คารวะท่านองครักษ์  คังอินลุกจากเก้าอี้มาถวายบังคม

ลุกขึ้นเถิด 

 

ขอบพระทัย  หม่อมฉันคือเจ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักแพทย์อโรคา  ยินดีที่ได้ต้อนรับทุกท่าน  หม่อมฉันเป็นเพียงคนป่าชนบท  อาจไม่รู้วิธีต้อนรับ  ต้องขออภัยหากเสียมารยาทไปบ้าง 

มิเป็นไรท่านหมอ  เมื่อพวกข้ามาอยู่ที่นี่ ก็ต้องเป็นคนไข้ของท่าน อย่าได้ถือยศศักดิ์ใดเลย  ข้าจะอยู่ที่นี่ในฐานะ  หานเกิง  ดองเฮ   และนี่  ซีวอน  เราจะเป็นเพียงคนธรรมดาในที่นี้  ขอท่านวางใจ  มิต้องใช้ศัพท์แสงราชาศัพท์ใดใดกับพวกเราหรอก  ฮันกยองกล่าวตามธรรมเนียม

 

ข้าคงเสียมารยาทหากมิได้แนะนำนามของข้า  ข้ามีนามว่า คังอินเดาว่า  คนไข้ของข้าคงเป็น... ท่านนี้  คังอินเดา  มองดูรูปกายผู้งดงามตรงหน้า  คังอินก็เลิ่กคิ้วนิดหนึ่งอย่างพินิจวิเคราะห์  แล้วได้คำตอบบางสิ่งในใจ...อย่างที่ศิษย์ทั้ง 3 มิอาจล่วงรู้

ชื่อเสียงของสำนักท่านจขรขจายไปไกล  ถือเป็นวาสนาที่ได้รู้จัก ข้าคงต้องฝากดองเฮภรรยาของข้าให้อยู่ในกำมือของท่าน  ฮันกยองแตะข้อศอกของทงเฮให้เดินไปหนึ่งก้าว  ผู้ถูกเอ่ยนามปลอมทำตามอย่างว่าง่าย 

 

ข้าน้อยดองเฮ  เป็นเกียรติและวาสนาที่ได้มีบุญรักษากับท่าน  ดองเฮคำนับอย่างงดงาม

ท่านว่ากะไรนะ  ภรรยางั้นรึ  แต่คำตอบจากคังอินทำให้บุรุษจากแดนอื่นทั้ง 3 แทบสะอึก  แทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอทีเดียว

 

หรือว่า...แพทย์ท่านนี้มองออก ?

 

ชะ..ใช่  ภริยาของข้า  ฮันกยองเอ่ยหนักแน่น

อืม..ถ้าเช่นนั้นเชิญทุกท่านนั่งก่อน  ข้านี่เสียมารยาทจริง  ปล่อยพวกท่านยืนได้เสียเนิ่นนาน  ซองมิน  ขอน้ำชารับรองแขก  คังอินผายมือด้วยข้างที่ว่างจากการกอดเอวศิษย์เล็กให้แขกทั้ง 3 ได้นั่งยังที่รับรอง 

 

มาแล้วจ้า..  เสียงใสใสจากด้านหลังตอบรับเจ้าสำนัก  ปรากฎร่างเด็กน้อยดวงตาใสวิบวับยกน้ำชากลิ่นกรุ่นมาให้แขกครบจำนวนคน

อ๊า... พี่คยูฮยอนกลับมาแล้ว  ซองมินแทบทิ้งถาดทันทีที่ยกน้ำชาให้แขก  แล้ววิ่งเข้าไปเกาะแขนคยูฮยอนอย่างรักใคร่  ข้าคิดถึงท่านแทบตาย  รู้มั๊ยท่านไปตั้งหลายวัน  ข้าเหงาแทบแย่  ซองมินทำหน้าเง้างอนเสียเต็มประดา  หลังจากปล่อยแขนแล้ว

 

เจ้าติดข้าเกินไปแล้วนะซองมิน  นี่หากว่าข้าต้องไปรักษาคนไข้ต่างเมืองเป็นเดือนหรือปีเจ้าจะทำอย่างไรกัน

ข้าจะไปกับท่านน่ะสิ  ก็ข้ารักท่านนี่นา  ซองมินกล่าวออกมาแบบไม่มีคำว่าเคอะเขิน

 

ซองมิน  นี่ต่อหน้าแขก  เพลาๆ บ้างเถอะ  แหม... คยูฮยอนมันมีดีตรงไหนกันนะ  เจ้าถึงได้หลงใหลนัก  ข้าออกจะหล่อกว่า  ดีกว่า  ใยเจ้าไม่หลงรักข้าบ้าง  ฮยอกแจติงเด็กน้อยคนนี้

ชิส์  ท่านไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า  พี่คยูฮยอนของข้าดีไปหมดนั่นแหล่ะ  ซองมินปลิ้นตาหลอกฮยอกแจ  ไม่แยแสคำพูดนั้นแต่อย่างใด

 

ซองมิน...  เป็นเด็กกำพร้าในยามที่มีโรคระบาดในหมู่บ้าน 

คยูฮยอนจะไปรักษาพ่อกับแม่ของซองมิน  แต่เมื่อไปถึงก็สายเกินไปแล้ว  พบแต่เพียงเด็กน้อยวัย 5 ขวบที่นั่งร้องไห้ข้างศพบิดามารดา  คยูฮยอนจึงรับกลับมาอุปการะเสียเอง 

คยูฮยอนจึงกลายเป็นเทพฟ้าเทพสวรรค์สำหรับคยูฮยอน  ยิ่งอุปนิสัยอบอุ่น  ยิ่งทำให้ซองมินรักใคร่พี่ชายคนนี้เป็ทวีคูณ

นี่หากไม่ใช่เด็กอายุ 8-9 ขวบ  คงพลีกายให้คยูฮยอนเป็นแน่แท้  ...เพราะดูจะหลงรักเสียจนตั้งปณิธานและบอกใครๆ ไปเสียหมดว่า  ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อคยูฮยอน

 

เจ้าเด็กแก่แดด  ฮยอกแจไม่ยอมแพ้เด็ก

พี่นั่นแหล่ะ  แก่แล้วแก่เลย  พี่ฮยอกแจ  ห้ามล่วงเกินพี่คยูฮยอนของข้าอีกนะ

 

ชิส์  เจ้าเด็กนี่  ทำอย่างกับเป็นเมียทูลแก้วทูลกระหม่อมเจ้าคยูฮยอนเสียอย่างนั้นล่ะ  ฮยอกแจบ่นกระปอดกระแปด  ไม่น่าเชื่อว่าประโยคนี้จะทำมให้เด็กน้อยอายม้วนจนไม่กล้าพูดสิ่งใดต่อได้

ศิษย์พี่  ท่านพูดเกินไปแล้วนะ  ซองมินเป็นเพียงเด็กน้อย  สอนอะไรให้เด็กก็ไม่รู้  มานี่มาซองมิน  ถ้าคิดถึงก็มาให้ข้ากอดหน่อย  คยูฮยอนเอ็ดฮยอกแจเล็กน้อย ก่อนจะอ้าแขนรอรับการมาของเด็กน้อยให้อยู่ในอ้อมแขน

 

บรรยากาศในสำนักแพทย์นี่ช่างอบอุ่นยิ่งนัก  ทงเฮเปรยขึ้น  ด้วยเหตุที่สัมผัสได้จริงถึงความรักที่ทุกคนต่างมอบให้กัน

ฮ่าๆ บ้านนอกคอกนาก็เป็นเช่นนี้ล่ะ  เป็นว่าข้าจะขอเรียกท่านตามที่บอกมาก็แล้วกันนะ  คนไข้ท่านอื่นจะได้ไม่ตกอกตกใจ  ว่าแต่... เหตุใดดวงตาของท่าน...  คังอินสอบถามสาเหตุก่อน

 

นาง...เอ่อ  ถูกพิษ  ฮันกยองเป็นผู้ตอบแทน

พิษงั้นรึ... อืม... เอาเป็นว่าวันนี้พวกท่านพักผ่อนก่อนเถิด  เอาไว้หารือการรักษาพรุ่งนี้ก็แล้วกัน  ที่นี่ผู้ที่รักษาด้านจักษุได้ดีที่สุดไม่แพ้กับข้าก็คือ คิบอม  ศิษย์คนกลางของข้า  ข้าจะมอบให้เป็นหน้าที่ของคิบอมก็แล้วกัน  ส่วนเรื่องอื่น  ไว้ค่อยหารือ

 

อาจารย์ !!”  คิบอมส่งเสียงเหมือนไม่อยากรับงานนี้

ท่านหมอ... หากว่าท่านหมอคิบอมมิเต็มใจรักษาข้า  ก็....  ทงเฮก็มีอคติไม่น้อย

 

งั้นข้าขออาสา  //  ให้ข้ารักษาเอง   คยูฮยอนและฮยอกแจแข็งขันเสนอตนเป็นผู้รักษาแทนให้เอง

ไม่ต้อง... !!~”  คิบอมรีบแย้ง  ไวกว่าตอนที่อาจารย์มอบหน้าที่ให้เสียอีก  คนไข้ของข้า  ข้ารับผิดชอบได้  

 

ดี  งั้นข้าให้เจ้ารับผิดชอบคิบอม  แต่หากว่าเจ้าทั้ง 2 อยากจะเปิดหูเปิดตา  เรียนรู้การรักษากับคิบอมข้าก็ไม่ขัด  ตามนี้นะ  คังอินสรุปทุกอย่าง

 

 

 

 

 

 

 

จอมยา กับ ยาใจ [ 6 ]

posted on 28 Dec 2008 10:41 by fix-fic

 

ตอนที่ 6

 

 

 

            ยามอาทิตย์อัสดง  แสงแห่งทิวาลับขอบฟ้าตัดกับยอดไม้พงไพร  จำเริญตาสำราญใจหลายหลากผู้คนที่มิใคร่จะมีเวลามองในยามปกติของชีวิตนัก  ฮันกยองกำลังพร่ำบอกน้องรักในอ้อมอกที่จวนเจียนจะหลับไหลไปเต็มที

 

            หากเจ้ายังจำได้  ตอนนี้ท้องฟ้าเป็นสีส้มเกือบจะแดงทีเดียวดองเฮ  อีกไม่นานเจ้าจะได้สัมผัสมันด้วยตาของเจ้าเองอีกครั้ง

            อืม...  คนสวยครางในลำคอเบาๆ เป็นการรับคำ  เพราะสติตอนนี้จะหลุดลอยไปยังที่แห่งอื่นแล้ว 

            กระทั่งสิ้นสติในที่สุด  ใบหน้าเด็กน้อยที่เพิ่งจะอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์เมื่อวันวานหลับไหลในอ้อมกอดของพี่ชายที่ช่วยประคองมิให้คอหักคอพับคออ่อน   ฮันกยองหัวเราะชอบใจอย่างเบาๆ เรียกความสนใจให้องค์รักษ์ที่คอยพิทักษ์ด้านนอกให้ลอบมองเข้ามาในช่องคล้ายหน้าต่างของเกี้ยวใหญ่นี้

 

            ซีวอน.. ดูสิ  ดองเฮหลับอย่างกับเด็ก  น่ารักจริงๆ  ฮันกยองคงอ่านสายตาซีวอนออก  จึงได้กล่าวอะไรออกไป

            นั่นสิพะ...เอ่อ  นั่นสิคุณชายหานเกิง  ดองเฮช่างไร้เดียงสานัก  น่ารักจริง  ซีวอนมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันนัก

 

            การดำเนินต่อนั้นกระทำได้เพียงเล็กน้อย  เพราะมีผู้แจ้งว่าจำต้องหยุดพัก  และค้างคืนกลางป่าแห่งนี้ก่อน  หากเดินทางต่อ  เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยและไม่สะดวกเท่าที่ควร 

 

            ฮันกยองที่บัดนี้กลายเป็นพี่หานเกิงเต็มตัวอุ้มน้องรัก..หรือภรรยาในนามออกมาจากเกี้ยว  โดยมีคนงัวเงียใช้แขนขาวคล้องคอไว้โดยสัญชาตญาณ  เขาถูกพี่ชายทั้งสองอุ้มตั้งแต่ยังเล็กจึงเคยชินมิได้ขัดเขินอะไรนัก

 

            หึ.. อ้อนกันตั้งแต่ยังไม่มืดดี  พวกเจ้าว่า.. คืนนี้เราจะได้เจอบรรยากาศการผลิตรัชทายาทรึเปล่า  ฮิฮิ  ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ใช้ปากได้เก่งกว่าเหล่าน้องๆ เปรยขึ้นเมื่อมองภาพดังกล่าว

            ศิษย์พี่  หัวท่านจะหลุดจากบ่าก็เพราะเยี่ยงนี้ล่ะ  สงบปากสงบคำบ้างเถอะ  ข้าขอวอน  คยูฮยอนระอากับคำพูดจำนรรจาของฮยอกแจเหลือจะกล่าว  ใช่ว่าเขาจะชอบที่ได้เห็นภาพนั้น  หญิงคนนี้เป็นหญิงคนแรกที่คยูฮยอนประทับใจเช่นกัน  แม้จะไม่แสดงออก  แต่เขาก็รู้ตัวดี  ว่าได้เริ่มมีใจให้หญิงงามคนนี้เสียแล้ว

 

            กลัวทำไมล่ะ  ตอนนี้เค้าเป็นคนไข้ของเรานี่  เราเป็นหมอ  ย่อมมีศักดิ์ใหญ่กว่า  ถ้าหากว่าท่ามากนัก  ก็ไม่รักษาให้แค่นั้นเอง  กลัวไปใย  ฮยอกแจแก้ตัวแบบไม่ใส่ใจอะไรนัก  เขารักสนุกจนเคยตัวแล้วจริงๆ อาจเพราะมีศักดิ์เป็นพี่และมีร่างกายบอบบางผิวขาวดูอ่อนแอ  ภายในสำนักจึงไม่เคยมีใครถือสาหาความกับความคะนองปากของฮยอกแจ  นัยหนึ่งก็คงทราบว่าพี่ใหญ่คนนี้มิมีพิษภัยอะไร  เพียงแค่ใช้วจีหยอกล้อเก่งเกินไปก็เท่านั้น

 

            ทั้งหมดเตรียมการจัดหาที่หลับนอน  มีเพียงผู้ติดตามเป็นคนหามเกี้ยวเท่านั้น  เพราะหากว่ามีมากกว่านี้  จะเป็นที่ผิดสังเกตเหล่าโจรป่าหรือผู้ไม่หวังดี  การลักลอบเดินทางเงียบๆ น่าจะปลอดภัยต่อชีวิตเหล่าราชวงศ์

            มิได้มีใครปริปากบ่นอะไรนัก  เพราะเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องพบความลำบากเช่นนี้  อาหารค่ำคือ  เหล่าอาหารที่ได้มีการจัดเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจากวัง  มีเพียงผู้เดียวที่มิได้ลุกมาร่วมรับประทานคือผู้หลับใหลไปก่อนหน้านี้... ลีดองเฮ

 

            เวลาผ่านพ้นไปเท่าใดมิทราบได้  เสียงหิ่งห้อยเรไรระงมไปทั่วพนา  สายลมเย็นยะเยือกวิ่งผ่านอย่างอ้อยสร้อย  ทุกคนต่างกระชับผ้าห่มผืนบางขนาดที่พอจะพกติดตัวได้ให้แนบชิดร่างตนเองมากที่สุด 

            ผู้ที่มิได้ประสบลมหนาวมากเช่นนี้หลายคนก็นอนปานสลบไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย  แต่ผู้ที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก่อนใคร  ทนความเหน็บหนาวมิได้จึงต้องจำใจตื่นขึ้นมานั่งกอดตนเองเพียงลำพัง 

            สายตาที่ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใด  ทำให้ไม่หวั่นเกรงกับความมืดที่ปกคลุมทั่วผืนป่า  หากจะหวาดหวั่นก็คงเป็นเสียงเหล่าสัตว์ป่า  เสียงหวีดหวิวของลมหนาวที่ครางคำรามจนหัวใจสั่นเทา 

            ...หลับก็หลับไม่ลง  นี่เขาคงอยู่สบายจนเคยตัว...

 

            ไม่มีใครทักทาย  เสียงขยับตัวยังไม่มี  องค์ชายดอกเหมยมีระบบประสาทหูดีกว่าคนปกติ  อย่างกับผู้ที่มีปัญหาทางสายตาทั่วไป  เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของชายหลายคนที่ร่วมเดินทางดังอยู่ห่างออกไประยะหนึ่ง  ...อย่างน้อยคนที่ร่วมเดินทางทั้งหมดยังรู้จักที่สูงที่ต่ำ

 

            อาจเป็นอำนาจความกลัวในจิตใจ  หรืออาถรรพ์ป่า  ทำให้ระบบรับเสียงได้รับคลื่นเสียงอื่น...  มิใช่เสียงผู้ร่วมขบวน  ทงเฮแน่ใจ

 

            ...ช่วยด้วยยย...  ช่วยด้วย........

 

            เสียงเบาๆ ล่องลอยมาตามกระแสลม  ดังขึ้นเรื่อยๆ จนทงเฮจับได้เป็นคำ  ถึงจะหวาดหวั่นอยู่บ้าง  แต่มิเคยถูกสอนให้เกรงกลัวต่อสิ่งใด  จิตใจของผู้ที่เกื้อหนุนบัลลังก์กษัตริย์มิบังควรสั่นไหวได้ง่าย 

            เมื่อไม่มีใครขยับตัว  หรือมีทีท่าจะได้ยินเสียงนั้น  ทงเฮจึงตัดสินใจลุกขึ้น  กระชับเสื้อตัวนอกให้แน่นหนากันความหนาว  และคลำทางไปตามหาเสียงนั้นเอง

 

            ...คงมีบางสิ่งสะกดคนทั้งหมดไว้ไม่ให้ออกตามหา...

 

            คล้ายสวรรค์กำลังทดสอบใครบางคน 

 

            ทงเฮมีมนต์บางอย่างดึงให้รุกล้ำเข้าไปในป่าลึก  เขาค่อยตามหาเสียงนั้นไปเรื่อย  แม้จะผิดสังเกตที่แม้แต่ซีวอนที่จะคอยติดตามตน หรือได้ยินฝีเท้าตนเองเสมอมิได้ตามมา  ตอนนี้เสียงนั้นดึงดูดใจตนเองได้มากกว่าความคิดอย่างอื่น  จึงดำเนินต่อไป  เรื่อยๆ  ...เรื่อยๆ

 

            ..

            ..

 

            สิ่งที่ปลุกคนทั้งหมด  คือเสียงนกกาที่กำลังตีปีกออกหากินในยามเช้า  ฮันกยองและซีวอนตกใจอย่างยิ่งที่พบกว่า  ดวงใจของคนทั้งสองหายไป... ไร้ร่องรอย

            ซีวอนไม่อยากเชื่อว่าตนเองจะพลาดเสียงฝีเท้าของคนคุ้นเคยแบบนั้นไปได้  เขาหลับอย่างกับคนตายทั้งที่ไม่ได้เป็นเช่นนี้บ่อยนัก  จะมีก็แค่ยามไม่สบายหนักก็เท่านั้น

            คนทั้งหมดเร่งรุดค้นหา ดองเฮ สุดกำลัง  จิตใจสับสนหวั่นไปหมด  มีหลายความคาดคะเนปนเปกันไป

 

            โจรป่าลักพาตัว

            สัตว์ร้ายลาก

            ดองเฮไปปลดทุกข์แล้วหลงทาง

           

            กระทั่งความคิดในโลกภพที่ 3 ก็มีเข้ามาด้วย

 

            ผีป่าลักไป

            เจ้าที่ต้องการตัว

            ผีบังตา

 

            หลายคนหลายความคิด  สิ่งที่ทำให้หลายคนลงความเห็นเป็นอย่างหลังเพราะทุกคนหลับสนิทดั่งต้องมนต์  มันแปลกเกินไป

 

            ล่วงเข้าเวลาสาย  ยังไม่มีแม้แต่วี่แววผู้ที่ต้องการพบ  แต่ทั้งหมดยังไม่ถอดใจ

            แม้แต่ผู้ที่ทำทีท่าว่ารังเกียจอย่างคิบอมยังออกตามหาสุดกำลัง 

            หญิงงามหายตัวไปอย่างลึกลับ  เป็นใครก็คงต้องเป็นห่วงธรรมดา ...คิบอมคิดแค่นั้นจริงหรือ

 

            ..

            ..

 

            จำคำข้าไว้  หากเรื่องนี้ไม่เป็นความลับ เจ้าต้องชดใช้ด้วยอายุขัยของเจ้า 10 ปี

 

            ประโยคนี้ดังย้ำอีกครั้ง  จนทงเฮสะดุ้งตื่น

 

            เฮือก....   ทงเฮสะดุ้งสุดตัว  หันซ้ายขวาวาดมือไปมา  เพื่อจะหาว่าตนเองอยู่ที่ใด  ทงเฮมิอาจคาดเดาได้ว่าตนเองอยู่ที่ใด  มีเพียงเสียงกระแสธารไหลเอื่อยๆ ที่ทำให้พอเดาว่าอยู่ข้างลำธาร  ...เท่านั้นจริงๆ

 

            ดองเฮ

 

            ดองเฮ

 

            ดองเฮ

 

            ดองเฮ

 

            ดองเฮ

 

            เสียงร้องเรียกดังจากที่ไกลจนเข้ามาใกล้ทุกระยะ  เมื่อแน่ใจว่าเสียงนั้นร้องเรียกหาตนเองในนามที่ควรจะเป็นในยามนี้จึงตะโกนกลับไป

 

            ช่วยด้วย...ข้าอยู่นี่   นึกได้ว่าหลายคนที่ร่วมขบวนรู้จักตนเองในนามนี้  ทงเฮจึงได้ร้องออกไป

            อ๊ะ..พบแล้ว  เราพบนางแล้ว   คิบอมตะโกนเสียงดังบอกหลายคนที่อยู่ห่างออกไป  แล้วรีบรุดมาใกล้

 

            ท่านมาทำอะไรไกลถึงนี่  รู้มั๊ยทำให้คนอื่นเค้าเป็นห่วงยกใหญ่  ถ้าจะเรียกร้องความสนใจจากสามีหรือชายชู้ก็ให้มันดูกาลเทศะบ้าง  ทำอะไรไม่คิดจริงๆ  คิบอมตวาดอย่างลืมตัว  เขาเองใจหายไม่แพ้ใครเมื่อรู้ว่า... ดองเฮหายไป  โทสะที่มีทำให้เผลอตวาดคนตรงหน้าอย่างแรง

            ข้า... ข้า... ข้าไม่ได้... 

 

            ไม่ได้อะไร  ไม่ได้ตั้งใจรึไง  นี่มันห่างจากที่พักมากนะ  ตาบอดไม่พอ  ยังจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก แย่จริง  คิบอมยังสวดต่อ 

            ฮึก...ข้า...ข้าตาบอด  มันจริง  แต่เรื่องที่เจ้ากล่าวหาข้านั้น  ข้ามิอาจยอมรับได้  ทงเฮน้ำตาไหลพราก  ทิษฐิเขาเองก็มี  จะปล่อยให้ถูกต่อว่าฝ่ายเดียวคงมิได้  ความเสียใจมันมีมากจนทำให้ร้องไห้ออกมาจนมิอาจต่อปากต่อคำคืน

 

            จะ...เจ้า  เจ้าจะร้องไห้ทำไม  ข้าว่าเจ้าแรงไปงั้นรึ  คิบอมไม่เคยชินกับน้ำตาสตรี  แม้จะเคยพบพานมามากกับอาการเจ็บป่วยของคนไข้   แต่น้ำตาเพราะความเสียใจที่เขาเป็นผู้ก่อเองนั้น... มันทำให้เขาทำตัวไม่ถูก

            แรงรึ  คำที่ท่านว่าข้านั้น  มิต่างกับการด่าข้าว่าเป็นหญิงโสเภณี  หรือคนแพศยาที่ใช้มารยาหลอกล่อชายอื่น  ยิ่งคำว่าชายชู้นั้น  มันทำให้ข้ากลายเป็นหญิงงามเมืองที่มีแต่ราคี  หากมีผู้ต่อว่ามารดา หรือน้องสาวของท่าน  ท่านจะรู้สึกเยี่ยงไร   ทงเฮทราบว่าหากจะให้คิบอมรู้สึกคงต้องพูดเช่นนี้  เพราะคิบอมเป็นชายคงไม่เข้าใจความรู้สึกของฝ่ายหญิงเป็นแน่

            ...ทงเฮเองก็ไม่ใช่หญิง  แต่ในยามนี้เขาจำต้องเป็นหญิง มิใช่หรือ...

 

            คิบอมก้มหน้ารับความผิด  รู้ว่าตนเองนั้นคงพูดแรงเกินไปจริง  แต่เหตุใด  หรืออะไรกันแน่ที่ทำให้เขาคิดอย่างนั้นทุกทีที่พบหน้า  คิบอมไม่รู้เหตุผล...

 

            ข้า..ขออภัย  คำเดียวที่จะพูดได้ยามนี้

            หากท่านขออภัยด้วยความจริงใจ  ข้าจะยกโทษให้  แต่...ข้าจะไม่รู้สึกดีกับท่านอีกแน่นอน  ทงเฮย้ำกับตนเองและคิบอม  ใครที่ดูถูกตนเองไว้  ก็มิควรญาติดี ศักดิ์ศรีแม้นจะบริโภคไม่ได้  แต่สำหรับลูกกษัตริย์แล้ว  มันมีค่ากว่าเงินทอง

 

            หากเจ้าสบายใจที่จะโกรธ  ก็ตามใจ   คิบอมกัดฟันพูด  ข้าเองก็มิได้อยากเสวนากับคนเช่นเจ้าเท่าไหร่หรอก  หมอหนุ่มสะบัดหน้าหนีแล้วเตรียมจะจากไปทันที  เมื่อเห็นว่ามีเสียงของราชองครักษ์  ที่เป็นชายชู้ของพระสนมเอกปรี่มาใกล้แล้ว

            แล้งน้ำใจ  ทงเฮหลุดปากพูดออกไป  อยากจะรักษามาดอย่างที่เคยทำต่อหน้าผู้คนอื่นๆ แต่สำหรับคนคนนี้ทงเฮเกิดมโนคติด้านลบไปแล้ว 

            ...ตัวตนแก่นแท้องค์ชายดอกเหมย  มิได้ดีเลิศ  ซีวอนและฮันกยองรู้ดี  เด็กดื้อที่ถูกตามใจ  หากไม่ชอบใคร  ก็จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด...

 

            ชายชู้เจ้ามาแล้วนี่  เชิญออดอ้อนกันตามสบาย  ข้าไม่หวังจะอยู่ขัดให้เห็นภาพอุจาดตาหรอก  คิบอมสาดวาจาแสบคันเช่นเดิม

            อัปมงคลจิต  ดองแฮกัดฟันกรอด

 

            เจ้า..!!”

            ดูท่าการแพทย์จะไม่เสี้ยมให้คนมีจิตบริสุทธิ์เสียแล้ว  ดองแฮยังไม่ยอมหยุด  ถ้าแรงมา  เขาก็ขอตอบโต้มิหย่อนย่อท้อกลับ

 

            ดองเฮ !!”   ซีวอนแทบจะโจนทะยานมาหาตั้งแต่ได้ยินเสียงแว่วว่าพบตัวองค์ชายสุดที่รักแล้ว  เป็นอย่างไรบ้าง  พี่หาเจ้าแทบแย่  เป็นห่วงแทบขาดใจเจ้ารู้ไหม  ทำไมซนอย่างนี้นะ  ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปพี่จะทำอย่างไร  ซีวอนเอ็ดเป็นชุด  น้ำเสียงเจือความอาทรจนคนฟังรู้สึกได้ 

...แต่สำหรับคิบอมคงตีความได้อีกอย่าง...

 

พี่ซีวอน  ข้าขออภัย  ข้า...ตามเสียงมา  ทุกสิ่งกำลังจะหลุดออกจากปากของน้องรักที่กลัวพี่ชายดุแล้ว  หากไม่ระลึกถึงประโยคหนึ่งที่ดังกังวาน  ...อาจจะเป็นแค่ฝัน  แต่ทงเฮจะขอลองเชื่อความฝันนี้ดู  จึงเก็บน้ำคำ  แล้วมิเอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ

 

            จำคำข้าไว้  หากเรื่องนี้ไม่เป็นความลับ เจ้าต้องชดใช้ด้วยอายุขัยของเจ้า 10 ปี

 

ตามเสียง...เสียงอันใดรึ

ปะ..เปล่า  ข้าได้ยินเสียงเหมือน... เหมือน  เอ่อ... เสียงลำธารนี่ไง  ข้ากระหาย  แต่ไม่อยากรบกวนพวกท่าน  คำโกหกพกลมคำโตถูกปั้นแต่งแก้ไขสถานการณ์

 

โถ่... เจ้าก็รู้ว่าข้าเต็มใจทำทุกสิ่งเพื่อเจ้าเสมอ  เฮ่อ...เด็กน้อยเอ๊ย  เรากลับกันเถอะนะ  พี่ชายของเจ้าห่วงจนไม่เป็นอันหายใจแล้วกระมังป่านนี้  ซีวอนประคองคนงามให้ลุกขึ้น  แล้วพากลับไปยังจุดนัดหมายเดิมที่จากมา   โดยมีสายตาของคิบอมมองอย่างเจ็บแค้นใจโดยไม่รู้สาเหตุ

 

 

 

 

 

 

จอมยา กับ ยาใจ [ 5 ]

posted on 28 Dec 2008 10:40 by fix-fic

 

ตอนที่ 5

 

 

 

พร้อมแล้วนะ  เจ้าชีวิตแห่งแคว้นฉินถามกับน้องชายที่มีทีท่าหวาดหวั่นเล็กน้อยในกริยา

            เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว  พระประสงค์ของฝ่าบาทจะต้องเรียบร้อย  หม่อมฉันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด  เลือดขัตติยราชทำให้ความกล้าแกร่งมีไว้ในสายโลหิตเสมอ  ทงเฮจะฝ่าฟันเรื่องราวนี้ไปให้ได้

 

            เจ้าอย่าคิดว่าทำเพื่อพี่เลยทงเฮ  เพื่อตัวเจ้าเอง  ฮันกยองลูบเรือนผมน้องรักเบาๆ ให้ความทะนุถนอมอย่างที่เคยมีมาฉันท์พี่ชายที่มีรักให้น้อง

            พระเจ้าค่ะ  ทงเฮปรับสีหน้าให้ดูจริงจังมากขึ้น

 

            ทวนใหม่ซิ  ตอนนี้เจ้าควรจะตอบเราว่าอย่างไร  ฮันกยองเองก็ปรับสรรพนามของตนให้เหมาะสมกับบทบาทเช่นกัน

            เพคะ  ฝ่าบาท 

 

            เมื่อได้รับตำแหน่งเจ้าจอมจำเป็น  ทงเฮต้องแสดงบทตนเองให้อยู่ในจุดนั้นอย่างแนบเนียน 

            ไม่ใช่เพียงแค่อาภรณ์ที่สวมใส่  ต้องรวมถึงสำเนียงคำจำนรรจาและลีลาการเยื้องย่างให้เหมาะสม 

            หญิงอันเป็นที่รักของกษัตริย์ฮันกยอง

 

            หญิงตาบอดผู้เป็นยอดรักของฮันกยอง  ในนาม ลีดองเฮ  หญิงที่มีวาสนาได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับองค์กษัตริย์ผู้ไม่เดียดฉันท์ความบกพร่องของร่างกาย  เหตุผลที่ว่า  มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับองค์ชายทงเฮ  ซ้ำยังมีปัญหาทางด้านสายตา  ทำให้กษัตริย์โปรดปรานและเอ็นดูหญิงคนนี้จนเกิดความผูกพัน  ดูจะเป็นข้ออ้างที่ดูเหมาะสมมากที่สุด  ที่อาจจะพอลวงตาท่านหมอต่างถิ่นได้

 

            ฝ่าบาท...แล้ว....

            หากหมายถึงองค์ชายทงเฮน่ะหรือ  เราให้ขันทีตาบอดที่มีรูปร่างและผิวพรรณคล้ายคลึงกับเจ้าดำรงตำแหน่งแทนแล้วในวันนี้  ถือเป็นโชคของเราด้วยที่ในวังยังเลี้ยงดูพนักงานฝ่ายในที่ได้รับเคราะห์จนพิการไว้หลายคน  จนมีคนรูปร่างคล้ายเจ้า  อีกทั้งยังมีช่างปลอมแปลงมือดีทำหน้ากากหนังมนุษย์ใบหน้าของเจ้าให้ขันทีคนนั้นสวมใส่  คล้ายองค์ชายทงเฮจนใครหลายคนคิดว่าเป็นของจริงด้วยซ้ำ  จะต่างก็เพียงแค่เสียงเท่านั้นเอง

 

            องค์ชายโปรดอย่าวิตก  ข้าน้อยเตรียมการไว้อย่างดีแล้ว  พระองค์ทรงคลายพระทัยได้  อำมาตย์ชินดงให้คำมั่นในอารมณ์แก่องค์ชายทงเฮ  ที่บัดนี้อยู่ในคราบพระสนมลีดองเฮเรียบร้อยแล้ว

            หากเป็นเช่นนั้น  เราก็วางใจ  ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงดีกับหม่อมฉันเหลือเกิน  และต้องขอบใจท่านอำมาตย์ด้วย  เราซึ้งใจและจะระลึกถึงความจริงใจที่ท่านมีต่อเรา  ท่านอำมาตย์ชินดง  กริยาเรียบร้อยที่ถูกฝึกสอนในวังใช้ได้ผลดีเสมอ  หากเมื่อใดที่อยู่ในตำแหน่ง  ทงเฮจะครองตนในกรอบศีลธรรมและจรรยาที่ควรมีเสมอ  ยกเว้นก็แต่ยามอยู่กับท่านพี่ทั้งสอง...น้องทงเฮจึงจะเอาแต่ใจและดื้อซน

 

            เอาล่ะ  ถ้าเช่นนั้นเราเริ่มกันเถอะ  โอวาทสุดท้ายของเจ้าเหนือหัวฮันกยองคือคำสิ้นสุดการหารือ  ทั้ง 3 ก้าวออกจากห้องไปยังท้องพระโรง   ร่ายกลอนหลอนหลอกล่อผู้ร่วมพิธีเฉลิมฉลองในงาน  บทบาทสมมุตินี้จะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคตดวงพระเนตรขององค์ชายดอกเหมยแห่งแคว้นฉิน 

            ...ขอได้โปรดเทพยดา  ดลบันดาลให้สิ่งนี้ผ่นพ้นไปด้วยดี...

 

           

            พวกเจ้าคิดดีแล้วรึที่ทำแบบนี้  ฮยอกแจยังคงฟึดฟัดในเกี้ยวที่มีสมาชิกสำนักแพทย์อโรคาพร้อมหน้า 

การเดินทางกลับวันนี้มีเกี้ยว 2 ลำช่วยเดินทาง  เกี้ยวใหญ่อันแรกเป็นของพวกเขา  ฮยอกแจ  คิบอม  และคยูฮยอน 

ส่วนอีกลำมีผู้โดยสาร 2 คน  กษัตริย์แห่งแคว้นฉินและพระสนมผู้เป็นที่รัก 

อย่าเอ่ยถามถึงซีวอนที่เป็นองครักษ์คู่ใจเลย  เพราะความองอาจและหน้าที่ทำให้ซีวอนเลือกที่จะขี่ม้าตามเสด็จ  ไม่ได้ร่วมเกี้ยวแต่อย่างใด

            แล้วทำไมศิษย์พี่ไม่ปฏิเสธแต่แรกเล่า  หากถามว่าคิดดีแล้วหรือยัง  ศิษย์พี่คงต้องถามศิษย์พี่คิบอมแล้วล่ะ  ข้าทำหน้าที่ของแพทย์ก็เท่านั้น  คยูฮยอนย้อนถามฮยอกแจกลับเหมือนกัน

 

 

            ก่อนหน้านี้

 

            ภายในงานรื่นเริงเมื่อวันวาน  มหรสพและสิ่งเย้ายวนต่างๆ มากมายกระหน่ำโถมล้อหยอกสายตา 3 หนุ่มที่มิเคยได้เปิดหูเปิดตากับสิ่งใดนอกจากสำนัก  อาจารย์  ตำราแพทย์หรือตำราอื่นๆ และคนไข้  อาการลิงโลดบังเกิดกับอารมณ์ชายหนุ่มทั้ง 3 อย่างช่วยไม่ได้

            ถ้อยคำหลอกล่อและบีบบังคับรวบรัดจากเหล่าข้าราชบริพารเสนาอำมาตย์ที่มี  ทำให้ผู้ไม่เคยเผชิญกับกลเกมส์สถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อน  ไม่สามารถปฏิเสธรับรักษาพระสนมคนงามได้เลย

            ยิ่งถ้อยคำที่ดูเป็นการวิงวอนจากกษัตริย์เอง  อำนาจจากบุตรแห่งสวรรค์สามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นและทำให้ฮยอกแจ  คิบอม  และคยูฮยอนคล้อยตามอำนาจสุรเสียงที่ดูนุ่มนวลแต่มีพลังการขอร้องให้ช่วย  มีมากล้นพ้นจนสามหมอหนุ่มออกปากลำบาก 

            ขนาดฮยอกแจออกตัวแล้วว่า  มิเคยรักษาใครนอกสำนัก  หากว่าต้องการรักษาจริงๆ ต้องให้ไปที่สำนัก  ในฐานะคนไข้  มิมีอภิสิทธิ์เหนือคนไข้อื่นๆ  เพื่อหวังว่าผู้ยึดติดในเกียรติศักดิ์อย่างชาววังนี้ทั้งหมดนี้จะถอนใจล้มเลิกการขอร้องแกมบังคับ

            กระนั้น...

            ผู้ที่ขอร้องจะดูมีความตั้งใจมากจนยอมทุกอย่างเพื่อขอให้ยอมรักษาหญิงเป็นที่รักเท่านั้น  ยอมแม้กระทั่งจะยอมไปเป็นเพื่อนคนรักในการรักษา  ยอมละตำแหน่งหรือยึดติดในอำนาจที่สายเลือดประทานมาให้ชั่วคราว  มอบราชกิจใหญ่น้อยให้อำมาตย์ชินดงเป็นผู้ดูแลแทน

           

            หากตามครรลองปฏิบัติของพวกท่านมิสามารถรักษาน้องชายของข้าได้ไซร้  ข้าวิงวอนให้ท่านช่วยรักษาดองเฮสนมของเราด้วยเถิด  อย่างน้อย... ก็ให้คนที่ข้ารักได้มองเห็นสักหนึ่งคน

 

            ถึงขั้นนี้แล้ว  แพทย์หนุ่มทั้ง 3 จึงจนใจที่จะหาเรื่องปฏิเสธ  ต้องยอมให้การรักษาหญิงดวงใจแห่งราชาแคว้นแต่โดยดี 

 

            เจ้าล่ะคิบอม  ใยไม่ช่วยข้าปฏิเสธ  ฮยอกแจหันไปเอาเรื่องกับศิษย์น้องรองแทน

            ท่านเป็นศิษย์พี่ใหญ่  ตัวแทนของอาจารย์  หากท่านไม่ออกปากเอง  ข้าเป็นน้องมีรึจะข้ามหน้าข้ามตาท่านได้  พี่ฮยอกแจ  แต่...  ข้ามีเรื่องต้องบอกท่านกับคยูฮยอนไว้ก่อนนะ  คิบอมตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย  เหตุผลที่อ้างมาฟังไม่ขึ้นสักเท่าไหร่  แต่ก็ทำให้ฮยอกแจเถียงไม่ได้เช่นกัน

 

            อะไรรึศิษย์พี่  น้องเล็กถามอย่างอยากรู้

            ข้าไม่ชอบผู้หญิงคนนี้  พวกท่านก็รักษาไปก็แล้วกัน  ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้

 

            มิแรงไปรึศิษย์พี่รอง  เราเป็นชาย  อย่างไรก็ควรให้เกียรติสตรี  ท่านเรียกนางราวกับว่า  นางเป็นหญิงชั้นต่ำที่มีภูมิหลังน่ารังเกียจ  นางเป็นถึงสนมเอก  แถมยังน่าสงสารที่ต้องพิการอีกด้วยนะ  คยูฮยอนอ่อนโยนเสมอ

            เอาเป็นว่าหากจะมีคู่ครอง  เจ้าอย่าเอาหญิงเยี่ยงนี้แต่งเมียก็แล้วกัน  ข้าขอเตือน  คิบอมได้แต่ตอบปัดๆ ไปเท่านั้น

 

            ...เขาเองก็ไม่มีเหตุผล  ไม่ทราบตัวเองด้วยซ้ำว่าทำไมจึงรู้สึกแบบนี้  รู้แต่ว่ารู้สึกขัดใจนักยามสนมเอกคนนี้ยิ้มแย้มให้เหล่าชายอื่น  ไม่ชอบใจที่ฮ่องเต้ทรงประคองกอดนางแทบจะตลอดเวลา 

...ไม่เข้าใจ...

 

            ชายหนุ่มที่มิเคยผ่านโลก  เขาย่อมไม่รู้ตนเอง  ว่ามันคืออะไร  รู้เพียงว่าหากดูแล้วไม่ชอบใจ  คงเป็นความเกลียดกระมัง

 

            เฮอะ  คิบอม  ข้าว่าเจ้าพูดไม่ตรงใจนะ  ศิษย์พี่สุดขี้เล่นพูดลอยๆ

            ท่านหมายถึงสิ่งใด

 

            ช่างเถอะๆ  ปากข้าก็พาพูดเรื่อยเปื่อย  เอาไว้ให้ข้าแน่ใจ  ข้าจะบอกเจ้าก็แล้วกัน  ศิษย์น้อง  ฮยอกแจตบบ่าคิบอมเบาๆ แล้วก็หัวเราะเหมือนขำขันสิ่งใดอยู่ 

 

            พระสนมดองเฮนั้นงามจับจิต  วินาทีแรกที่นางเยื้องย่างมาพร้อมกับองค์กษัตริย์ทุกคนในท้องพระโรงแทบหยุดหายใจเพื่อมองนางแต่เพียงผู้เดียว  ไม่เว้นกระทั่งคิบอม 

            แม้มิได้แต่งตัวยั่วยวนดั่งนางกลางเมืองทั้งหลาย  แต่ก็ทำเอามิอยากละสายตา  พระสนมดองเฮมาในอาภรณ์สีชมพูสลับกับสีทองที่ปักด้วยดิ้นทองทั้งตัว  ดิ้นทองนั้นปักเป็นรูปดอกเหมยงามวิจิตร  พื้นผ้าสีชมพูนั้นยิ่งเด่นงามด้วยลายสีฟ้าสดที่ปักเป็นรูปกิ่งก้านอันเชื่อมโยงกลุ่มดอกเหมยทั้งหมด  เสื้อตัวนอกยามกร่อมเท้า  แต่แหวกด้านหน้าโชว์เสื้อตัวในสีชมพูอ่อนแซมขาวที่มีไว้ปิดช่วงอก  มิได้บดบังช่วงเนื้อขาวที่อยู่เหนือเนินอกไปจนถึงคองามระหง  เครื่องประดับทุกชิ้นล้วนเป็นทองคำบริสุทธิ์  สร้อยรอบคอที่พอดีกับรอบคอมิได้หย่อนลงมาแม้เพียงนิด  เหมือนถูกจัดทำขึ้นมาเพื่อช่วงคอขอผู้สวมใส่แต่เพียงผู้เดียว  เส้นผมถูกรวบขึ้นไปเพื่อให้ใบหน้านั้นได้แสดงตนอย่างเด่นชัด  ความงามบรรจงที่พระเจ้าประทานให้เป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคลของดองเฮนั้นหวานละมุน  ถูกฉาบไว้ด้วยเครื่องประทินโฉมอันเหมาะสมกับผิวพรรณนวลงาม  ปากถูกแต้มด้วยฉาดสีแดงสดให้ริมฝีปากนี้ยิ่งเย้ายวน 

            สมแล้วที่เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งจนเป็นที่ต้องใจเอกบุรุษอันดับ 1 แห่งแคว้นฉิน  สามแพทย์คาดการณ์ว่า  หากนางได้รับการรักษาดวงตาจนเป็นปกติแล้ว  คงมิพ้นตำแหน่งพระมเหสีเป็นแน่แท้

            ขนาดว่าสายตาบกพร่อง  หากนางมีนัยต์ตาไว้คอยหยอกเอินเย้ายวนชาย  บุรุษคงละลายและยอมถวายชีวิตเพื่อนางโดยมิต้องสงสัย

            ฮยอกแจมิได้จ้องมองแต่นางเท่านั้น  ยังสังเกตอาการศิษย์น้องรองอย่างคิบอมไปด้วย 

            คิบอมมิได้ละสายตาจากนางแม้เสี้ยววินาที  แรกเริ่มเมื่อนางปรากฎคิบอมยกยิ้มที่มุมปากดั่งถูกใจหรือได้พบสิ่งงามล้ำ  แต่เมื่อเห็นฮ่องเต้ฮันกยองกอดประคองนางตลอดเวลา  ใบหน้ากลับบึ้งตึงและมิยอมพูดจาสิ่งใด  คิบอมพูดเพียงแค่ประโยคเดียวตลอดทั้งงานเลี้ยง  ซึ่งทั้งฮยอกแจและคยูฮยอนฟังแล้วก็รู้ว่า  เป็นเพียงแค่คำขู่ประชดโดยยกกฎของสำนักแพทย์มาอ้างก็เท่านั้น

 

 

            อึดอัดไหมทะ...เอ่อ  ดองเฮ  ฮันกยองเกือบจะหลุดปากเรียกชื่อทงเฮไปเสียแล้ว  เขาเห็นอาการน้องชายก็นึกห่วงนัก  จึงได้เอ่ยถามขึ้นภายในเกี้ยวระหว่างการเดินทาง  ทงเฮไม่เคยเดินทางไกล  ต้องแต่งกายเป็นสตรี  ซ้ำยาที่หมอหลวงมีมาให้กินนั้นก็ดูจะทำให้ทงเฮอ่อนแรงเหลือเกิน

            หม่อมฉันสบายดีฝ่าบาท  อย่าได้นึกห่วงเลย  แค่ยานั่นทำให้... เพลีย  ทงเฮแข็งใจตอบเพื่อไม่ให้พี่ชายเป็นกังวล

 

            อดทนหน่อยนะ  เจ้าจำเป็นต้องกินยานั่นเพื่อให้ชีพจรอ่อนแรงและคล้ายกับสตรีมากที่สุด  มิฉะนั้นยามจับชีพจร  หมอที่เก่งจะสามารถแยกแยะได้ว่าชีพจรนี้เป็นชีพจรของชายมิใช่หญิง  ฮันกยองกุมมือเล็กของน้องเอาไว้

            หม่อมฉันทราบดีฝ่าบาท  หม่อมฉันเองก็มีเลือดเดียวกับพระองค์อยู่กึ่งหนึ่ง  หม่อมฉันมีความอดทนและกล้าแข็งไม่น้อยกว่าพระองค์แน่นอน  หม่อมฉันสัญญาจะไม่ทำให้พระองค์ต้องกังวล  ทงเฮเชิดหน้าตอบ 

 

            นึกถึงคืนนั้นทงเฮก็ต้องรวบรวมกำลังให้มั่นคง 

 

            เหล่าข้าราชการ  เชื้อพระวงศ์ ขุนนางน้อยใหญ่  ต่างก็ร่วมมือกันเพื่อการนี้  เขาจะไม่ยอมให้ความปรารถนาดีของทุกคนที่รักตนต้องสูญเปล่า

 

            ผู้ไม่เคยทำงานหนักใดใดเลย  จะพยายามเป็นคนธรรมดา  อยู่ร่วมกับเหล่าคนไข้อื่นๆ ในฐานะ  หญิงชาวบ้านให้ได้  ปัญหาหนักน้อยใหญ่จะเผชิญและแก้ไขสถานการณ์ให้จงได้  ทงเฮสัญญากับตนเอง

            จะห่วงก็แต่ฮ่องเต้ฮันกยอง  ที่จะต้องมาดูแลตนเอง  ปิดบังฐานะกับคนไข้อื่นๆ ในสำนักแพทย์  อยู่ในฐานะ หนุ่มชาวบ้านทั่วไปที่พาภรรยาของตนมารักษา  ราชาแห่งแคว้นจะต้องดำรงตนให้เป็นคนธรรมดา  คงน่าหนักใจไม่หยอก

 

            หากเจ้าคิดได้เช่นนั้น  พี่ก็วางใจ  เอาล่ะ  ต่อไปเจ้าต้องเรียกพี่ว่าอย่างไรนะ  ฮันกยองซักซ้อมกับทงเฮให้มั่นเหมาะ

 

            ตั้งแต่รับปากว่าจะยอมทุกอย่างให้ได้รักษาสนมลีดองเฮในคืนงานเลี้ยง  ฮ่องเต้ก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าคงมีเรื่องวุ่นไม่มากก็น้อย  แต่ก็ยังคาดการณ์ไม่ถึงว่าจะต้องให้ทงเฮไปรักษาตัวไกลถึงสำนักแพทย์อโรคาที่แดนเหนือ 

ห่วงน้องเรื่องการดูแลตนเองยังไม่เท่าไหร่  นี่น้องต้องปลอมตัวไปในฐานะอะไรอื่นอีกด้วยซ้ำ  เขาจึงร้อนใจ  ขอตามไปดูแลด้วยอีกคน 

            คำบอกกฎของแพทย์หนุ่มคิบอมที่เป็นตัวทำให้หนักใจ

 

            หากพระองค์จะเสด็จไปดูแลพระสนม  หม่อมฉันคงต้องขอให้พระองค์ไปในฐานะคนธรรมดา  อย่าให้คนไข้อื่นได้รู้ฐานะที่แท้จริงของพระองค์และพระสนม  มิฉะนั้นสำนักของเราจะเกิดความวุ่นวาย  และมีการแบ่งชั้นวรรณะ  ซึ่งเรามิเคยได้มีเรื่องเช่นนี้มาก่อน  พระองค์ต้องทำเหมือนอย่างคนไข้และผู้ดูแลอื่นๆทำ  ไม่มีข้อยกเว้น  พระองค์จะรับปากได้หรือไม่

            คิบอมแค่ขู่เพื่อให้เห็นความลำบาก  ไม่คิดว่ากษัตริย์องนี้จะทรงหนักแน่นขนาดยอมรับปากได้ง่ายๆ  แววตาฮันกยองมิไม่มีแววหวาดกลัวสิ่งใดเลย  ดูมุ่งมั่นเพื่อจะรักษาหญิงที่รักจนยอมทำทุกสิ่งจริงๆ 

            บางทีอาจจะเป็นสิ่งนี้ก็ได้ที่ทำให้คิบอมไม่ออกปากปฏิเสธ  แล้วปล่อยให้ฮยอกแจเป็นคนเอ่ยปากว่า  อนุญาต  หรือไม่อนุญาต 

 

            ฮยอกแจทำหน้าคิดไม่ตกอยู่พักหนึ่ง  จนคยูฮยอนเอ่ยปากว่า

            ศิษย์พี่  ท่านจะตัดสินใจประการใดข้าไม่ขัด  เพราะท่านคือตัวแทนของอาจารย์  เราเป็นหมอ  มีหน้าที่รักษาคนไข้ก็เท่านั้น  เรื่องการตัดสินใจ  ข้ายกให้ท่านก็แล้วกัน  คำพูดเหมือนจะตามใจ  แต่ดูเป็นการชี้นำให้เห็นจริงสิ่งที่ฮยอกแจ  คิบอม  และคยูฮยอนเป็น   

แพทย์...ผู้รักษาคนไข้  

สิ่งอื่นๆ ที่เป็นอารมณ์และเหตุผลผิดถูกล้วนเป็นสิ่งแวดล้อมปรุงแต่ง  คยูฮยอนจะทำหน้าที่ของตนในฐานะแพทย์  ไม่ให้สิ่งใดมารบกวนจรรยาบรรณแห่งอาชีพที่ดีงามนี้

ฮยอกแจคงละอายหากจะปฏิเสธด้วยน้ำคำของศิษย์ผู้น้อง  ในที่สุดจึงอนุญาตให้พระสนมไปรักษาที่สำนัก

 

จำได้ไหม... เจ้าน้องเรียกพี่ว่ากะไร  และพี่จะน้องเรียกเจ้าว่ากะไร  ฮันกยองถามซ้ำ เมื่อเห็นทงเฮตอบช้าเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

พี่หานเกิง  ...น้องดองเฮ  ทงเฮรั้งสติให้กลับมาและตอบคำถาม

 

ดีมาก  อย่าลืมใครอีกคนล่ะ

เพคะ  น้องจะไม่ลืมว่าตอนนี้น้องมีซีวอนอีกคน  ได้เป็นพี่น้องกันจริงๆ เสียที  ทงเฮหามุมที่ยิ้มได้  พยายามให้ซีวอนปฏิบัติกับตนเป็นพี่น้องมาช้านาน  วันนี้จะได้พี่ชายคนนี้กลับมาเสียที  ไม่มีบ่าว  ไม่มีนาย  มีเพียงน้องดองเฮของพี่ซีวอน

 

อ๊ะๆ  เจ้านี่  เจ้าตอบพี่ว่าอย่างไรนะ

อ๋อ... จ๊ะ  พี่หานเกิง  น้องลืมไป  ติดปากน่ะ...แห่ะๆๆ  ความเกร็งต่างๆ ลดน้อยลง  ให้เหมือนกับตอนที่มีเพียง 3 พี่น้อง  คำราชาศัพท์และคำขานรับต่างๆ จะต้องเปลี่ยนไป  เพราะบัดนี้พวกเขาคือ...

 

พี่หานเกิง  สามีสุดที่รักของน้อง  น้องดองเฮ

และมีพี่ชายอีกคนอย่าง  พี่ซีวอน

 

..

..

 

 

 

 

จอมยา กับ ยาใจ [ 4 ]

posted on 28 Dec 2008 10:39 by fix-fic

 

ตอนที่  4

 

 

 

            สีเขียวอุดมผสมกับสีแมกไม้อื่นตามฤดูกาล  ผลิดอกผลัดใบไล่เฉดสี  สร้างภาพวาดจากจิตรกรเอกแห่งจักรวาลนาม ธรรมชาติ   คัดสรรค์ความละมุนแห่งละอองน้ำที่กระเซ็นแตกซ่านมาจากม่านน้ำตกผืนเล็ก  ผสานความลงตัวระหว่างธาตุทั้งสี่  ดิน  น้ำ  ลม  และไฟ..แสงแดดที่สอดผ่านทะลุละอองน้ำหักเหทิศทางแสง 7 สี  ให้เกิดเป็นรุ้งกินน้ำ  อีกหนึ่งความอัศจรรย์ของโลก

 

            ธรรมชาติคงงามนักหากมองเห็น  แต่สำหรับผู้ที่มีประสาทสัมผัสไม่สมบูรณ์นั้น  สัมผัสได้เพียงแค่อากาศสดชื่น  เสียงน้ำตกกระทบผิวน้ำที่ดิ้นไหวตามแรงที่มันสัมผัสกัน  มิอาจรู้ได้ว่าน้ำจะใสเพียงใด  ทงเฮก็ทำได้แค่เพียงยื่นเท้าเปล่าลงไปแตะความเย็น  แกว่งไกวขาซึบซับทดแทนสิ่งอื่นที่ขาดหายไป

 

            ภายในอุทยานหลวงแห่งนี้มีเพียงองค์รักษ์คู่ใจที่คอยระแวดระวังภัยให้กับองค์ชายที่มีผิวผุดผาดเรืองรองล้อกับแสงแห่งทิวา

 

            ...แค่มอง  คงไม่ผิดใช่ไหม...

 

            ซีวอนไม่ละสายตาจากภาพสคราญโฉม  ต้องมนต์จนเผลอใจให้กายหยุดนิ่งกับที่  เพื่อดื่มด่ำกับสิ่งที่ชม  กระทั่งมีสรรพสำเนียงหวานขานเรียกตน

 

            พี่ซีวอน  ท่านอยู่ใกล้ๆ ใช่ไหม

            พระเจ้าค่ะ  ชายหนุ่มตอบรับ

 

            แหน่ะ  ข้าเคยบอกแล้วว่ายามเราอยู่เพียงสอง  ให้เราเป็นเช่นไร

            อึ..อืม..พี่ทราบแล้ว  ซีวอนเองก็มีจิตปฏิพัทจนลืมระแวดระวังว่ามีใครแอบลอบมอง

 

            ...บางทีอาจจะวางใจก็เป็นได้  เพราะปกติอุทยานชั้นในนี้หาใช่ว่าใครจะเข้าออกได้ตามอำเภอใจ  เพราะทราบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่โปรดปรานขององค์ชายดอกเหมยรองลงมาจากดงดอกเหมย  ฉะนั้น  จึงเป็นเขตที่มีการเฝ้ารักษาการโดยรอบ

 

            ...ยกเว้นวันนี้  อาคันตุกะที่อาจจะสามารถฟื้นฟูดวงพระเนตรขององค์ชายทงเฮ  ผู้เป็นมิ่งขวัญของชาวประชาแห่งแคว้นตาฉิน  จึงได้รับอภิสิทธิ์ให้ได้มาเยี่ยมชมวังหลวงได้ตามอัธยาศัย

 

            นั่นแม่หญิงงามที่ตลาดนี่  คยูฮยอนมิได้เอะอะเสียงดัง  เพียบกระซิบบอกศิษย์พี่ทั้งสองก็เท่านั้น

            จุ๊ๆ ถ้าพวกเจ้าอยากเห็นของดีก็เงียบๆ แล้วซ่อนตัวซะ  ฮยอกแจคิดแผลง  และจัดแจงสถานการณ์ทันใด

            แล้วก็เป็นอย่างที่ศิษย์พี่แห่งสำนักอโรคาได้คาดการณ์ไว้  อาจจะมีอะไรดีดีให้พวกเขาได้ชม

           

            พี่ซีวอน... ข้าขอลงเล่นน้ำได้หรือไม่  น้ำเสียงนุ่มละมุนหวานใส  สื่อความออดอ้อนเพื่อใคร่ขออนุญาต  ตามจริงหากใช้ยศศักดิ์มาเทียบเคียง  องค์ชายผู้เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้ย่อมมิมีผู้ใดขัดได้  แต่ด้วยทราบว่าซีวอนพี่ชายอีกคนหนี่งนี้ห่วงใยมากนัก  จึงมิเคยเบ่งอำนาจ

            อย่าเลยทงเฮ  หากพลาดพลั้งเหยียบลื่นหกล้มจนเป็นแผลหรือพลัดจมน้ำจะทำเยี่ยงไร  ซีวอนบอกเหตุที่ต้องขัดใจ

 

            เอาเถิดนะ  ข้าจะระวังตัว  นะนะ  ตามใจข้าสักวันเถิด  การงอแงสมวัยมิได้หยุดหย่อนลงเลย  แม้ดวงเนตรจะไร้แววแต่ในสายตาของซีวอน  นั่นคือดวงตาที่บริสุทธิ์ที่สุดเสมอ  ยามองค์ชายดอกเหมยแย้มสรวลแจ่มใสและอ้อนออด  ไม่มีใครทัดทานได้  นอกจากพี่ชายที่มักจะใจแข็งด้วยเสมอคนนี้  เพื่อไม่ให้ตนไปเผลอใจคิดการอะไรที่เป็นไปไม่ได้  ทั้งที่อ่อนยวบทุกครั้ง  แต่ต้องทำปากแข็งและขัดใจ

 

            ...พึงระลึกเสมอว่า  คางคกมิควรอาจเอื้อมกินเนื้อหงส์ฟ้า...

            ...ชนชาติขี้ข้ามิอาจเอมรักชนชั้นขัติยราชหน่อเนื้อ...

 

            สี่เท้ายังรู้พลาด  นักปราชณ์ยังรู้พลั้ง  นี่เจ้ามีเพียง 2 ขา 2 เท้า  จะไม่มีพลั้งพลาดได้เยี่ยงไร  ช่างดื้อจริง  ซีวอนยังคงค้าน

 

            หากเจ้าเป็นอะไรไป  ดวงใจของพี่จะเป็นอย่างไรกัน  มิแตกแหลกสลายหมดรึ  ดอกเหมยของพี่

 

            แค่นี้ก็ต้องดุด้วย  ทำไมท่านชอบขัดใจข้าอยู่เรื่อยนะ  ฮึ  ทงเฮเผลอเง้างอนจนซีวอนต้องถอนหายใจ

            เฮ่อ  เอาเถอะๆ  จะเล่นก็ได้  แต่ห้ามลงน้ำลึก  ห้ามก้าวออกไปเกิน 7 ก้าว  หากรับปากพี่จะยอมให้เจ้าลงเล่น

 

            ข้ายังต้องห่วงอะไรอีกเล่า  ในเมื่อมีท่านคอยดูแล  มีท่านคอยอยู่พิทักษ์ข้างกายแบบนี้  ข้าอุ่นใจได้เสมอ รอยยิ้มไร้เดียงสา  คำพูดที่แม้นคนพูดจะไม่คิดอะไร  แต่เป็นการเชิญชวนบุรุษให้ความหวังแบบนี้  มันสะกดใจซีวอนให้มิอาจไถ่ถอนความรักได้เสียที  กระทั่งสามหนุ่มที่ลอบมอง  ยังถูกสะกดใจไปด้วย

 

            พวกเจ้าว่า...นางจะเปลื้องผ้าไหม  ฮยอกแจถามความคิด

            ศิษย์พี่ใหญ่  ท่านถามอะไรเยี่ยงนี้  คยูฮยอนหน้าขึ้นสีเมื่อถูกถาม  ใช่ว่าจะไม่อยากชมสิ่งสวยงาม  แต่หากมีผู้ใดรู้ว่า พวกเขาลักลอบจ้องมองสิ่งสวยงามของกษัตริย์  อาจจะถึงขั้นถูกประหารเก้าชั่วโคตรก็เป็นได้  ดูจากการเอาใจใส่ของกษัตริย์ฮันกยองด้วยแล้ว  คงทรงหวงแหนอยู่เอาการ

 

            เจ้าอยากเห็นหรือไม่ล่ะ  เอาง่ายๆ นะ ถ้านางกล้าเปลื้องผ้าต่อหน้าชายอื่นที่ไม่ใช่ฮ่องเต้  จะเกิดอะไรขึ้น

            นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราควรจะรู้เห็นนะศิษย์พี่  ข้าว่าควรถึงเวลาต้องจรจากสถานอโคจรแห่งนี้ได้แล้ว  คยูฮยอนยังมีความคิดอยู่บ้าง

 

            แต่ข้าอยากชมนี่  นางช่างงามจับจิต  เหนือว่าสตรีใดที่เคยพบมา  หากได้มีบุญตาก็นับว่าไม่เสียดายชาติเกิด  ฮยอกแจยืนยันความคิดของตน

            แพศยาพรรค์นี้จะมีค่าอะไร  งามแต่ไร้คุณค่า  คิบอมลั่นวาจาที่ไม่คาดคิด

 

            ท่านพี่รอง  ท่านหมายถึงสิ่งใด  นางเป็นหญิงของฮ่องเต้เชียวนะ  ทั้งสามยังมีความคิดอยู่ว่า  หญิงงามเมืองคนนี้คือนางในของกษัตริย์

            หากดีแต่รูปโฉม  แต่ไม่สงวนตน  ปล่อยตัวกับชายอื่นที่มิใช่สามี  ก็ไม่ควรค่าแก่การคิดถึง  เจ้าจงจำให้ดีคยูฮยอน  คิบอมสอนศิษย์น้อง  เนื่องด้วยหวังดีกับศิษย์น้องผู้อ่อนต่อโลก  ชายดีดีอย่างคยูฮยอน  ควรจะมีภริยาที่คู่ควร

 

            ทำพูดดีเชียวคิบอม  ข้าก็เห็นเจ้าไม่ละสายตาจากนางแม้แต่เสี้ยววินาที  เฮ่อ... ปากแข็งไปทำไมกัน  ฮยอกแจรู้ทัน  ไม่เคยมีหญิงใดทำให้คิบอมออกปากว่าร้ายได้ถึงเพียงนี้  นางคงเป็นคนแรกที่ตรึงจิตของศิษย์ผู้น้องคนนี้เสียแล้ว  เสียดายที่นางนั้นเป็นถึงสตรีของผู้กุมชะตาชีวิตแคว้นนี้ไปแล้ว

            ท่าน..  คิบอมสะอึก  แทบจะกลืนน้ำลายตัวเองไม่ลงคอ  นี่ศิษย์พี่คิดว่าตนเองนั้นมีใจให้นางไปหรือไร

 

            เอาเถอะๆ ถ้าไม่อยากดูพวกเจ้าก็ไม่ต้องดู  ข้าอยากดูซะอย่าง  ฮยอกแจเงียบเสียงลงแล้วตั้งหน้าตั้งตารอพบกับภาพรัญจวนใจที่อาจจะเกิดขึ้น  เป็นผลให้คนอื่นต้องเงียบตาม

            ..

            ..

            จะ...เจ้าทำอะไรน่ะทงเฮ  ซีวอนน้ำเสียงสั่นเลิ่กลั่ก  เมื่อเห็นทงเฮกำลังจะปลดอาภรณ์

            ก็จะลงน้ำไงพี่ซีวอน  ก็ต้องเปลื้องผ้ามิใช่หรือ 

 

            ซีวอนหันหลังกลับทันทีเมื่อทราบจุดประสงค์  พร้อมสั่งความ

 

            ห้ามทำเช่นนั้นเด็ดขาด  เจ้ามิใช่สามัญชน  การจะให้ผู้อื่นเห็นสรีระนั้นมิบังควร

            ก็มีแค่ท่านกับข้านี่นา  ท่านตามใจข้าหน่อยไม่ได้หรือ  ทงเฮยังไม่หยุดมือ  แต่ชุดนั้นยามใส่ก็มีผู้ช่วยแต่งหลายคน  ยามถอดจึงยากไม่ต่างกัน  ทงเฮจึงล้มเลิกความคิดไปในที่สุด

 

            ก็ได้ๆ  ข้าไม่ถอดแล้ว  ท่านช่วยประคองข้าให้ก้าวลงน้ำได้ไหมพี่ซีวอน  เสียงเรียกจากน้องนั้นไม่ใช่แค่ซีวอนที่หวั่นไหว  ผู้ลอบมองจากระยะไกลสามคนถึงกับอยากจะกระโจนไปประคองเสียเองด้วยซ้ำ  แม้ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายจะอยู่ไกลจนมิอาจได้ยิน แต่ท่าทางก็ทำให้พอคาดเดาได้ว่าแม่หญิงนางนั้นต้องการสิ่งใด

 

           

            เสียดายชะมัด.. ทำไมไม่ถอดเล่านี่  ฮยอกแจจิ๊ปากเบาๆ อย่างแสนเสียดาย  ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักอโรคามีนิสัยตรงไปตรงมาเสมอ  แม้ในบางคราวอาจจะตรงจนมากเกินไปนัก  แต่ด้วยที่มิเคยได้ย่างกรายออกมาจากสำนักตั้งแต่เติบโต  จึงไม่ค่อยทราบพิธีการชาวยุทธ์

            ศิษย์พี่จะอยากดูไปทำไม  เรือนร่างของนางคงไม่ผิดแผกจากคนไข้รายอื่นเท่าใดนัก  เสียงที่เย็นชานั้นเอ่ยปากปลอบใจศิษย์พี่

 

            เจ้าไม่รู้อะไรคิบอม  ภายใต้อาภรณ์ของสตรีแต่ละนางย่อมมีวิธีดึงดูดแตกต่างกัน  ยิ่งเป็นนางห้ามของกษัตริย์เช่นนี้ไซร้  นางจะต้องมีบางสิ่งที่พิเศษกว่าหญิงอื่นในใต้หล้าแน่  ข้ามั่นใจ  ฮยอกแจยังปฏิบัติตนราวนักรักผ่านสมภูมิจนเจนจัด  ซึ่งทั้งพี่น้องต่างทราบกันดีว่า  ไม่มีใครจะได้ลิ้มลองรสเนื้อกายของสตรีมาก่อนเท่าเทียมกัน

            แต่ศิษย์พี่  เราไม่ควรจาบจ้วงลักขโมยมองเรือนร่างนางแบบนี้  ข้ามิเห็นด้วย  หากท่านพี่จะลักลอบกระทำการเฉกโจรถ่อยแบบนี้  ข้าขอถอนตัว  คยูฮยอนผู้มีจิตใจดีงามลุกออกจากที่กำบัง  แล้วจากไปเป็นผู้แรก

 

            นั่นสิ  หญิงแพศยายั่วยวนแม้กระทั่งชายอื่นที่มิใช่สามี  ข้าเห็นจะมิวางใจให้สายตาพานพบสิ่งอัปรีย์  คิบอมก็จากไปอีกเช่นกัน  ฮยอกแจจึงจำใจต้องลาจากภาพงามนั้น

 

            ..

            ..

 

            คารวะท่านอำมาตย์  สามศิษย์แห่งสำนักแพทย์อโรคาทำความเคารพอำมาตย์ใหญ่แห่งวังหลวง

            เชิญตามสบาย  การเดินทางของพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง  ข้ามิได้ต้อนรับด้วยตนเองแต่แรก  ต้องขออภัย  อำมาตย์ชินดงผู้ต้องเตรียมการหลายอย่างมิอาจปลีกตัวมารับแขกคนสำคัญได้ตั้งแต่แรก  จึงต้องปล่อยให้ผู้อื่นต้อนรับและอนุญาตให้เดินชมสวนหลวงพลางๆ

 

            มิมีอันใดติดขัดขอรับ  ขอบคุณในความหวังดีของท่าน  คิบอมตอบรับตามมารยาท

            อ้อ .. ท่านอำมาตย์  ข้าข้องใจเรื่องหนึ่ง  เมื่อสักครู่ข้าได้ไปเที่ยวชมอุทยาน  พบนางในนางสนมกำลังลักลอบชายหูตาให้กับชายในวัง  ข้าคิดว่าเป็นการไม่สมควร  จึงสมควรจะเรียนท่าน  ฮยอกแจพูดโพล่งขึ้นมา  โดยมีสายตาของศิษย์น้องสองคนมองสลับกัน 

 

ศิษย์พี่ใหญ่จะหาเหตุมาใส่ตัวอีกแล้วงั้นหรือ

 

            โอ.. มีเรื่องแบบนี้จริงรึ  ข้าขอขอบใจท่านเป็นอย่างยิ่ง  ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง  เชิญพวกท่านพักผ่อนตามสบาย  งานเลี้ยงจะมีตอนเย็น  ข้าจะให้คนมาเชิญท่านเมื่อถึงเวลา  ชินดงรู้สึกแปลกใจนักว่าเหตุใดจึงมีเรื่องแบบนี้  ยิ่งเป็นคนนอกมาพบเห็นเช่นนี้แล้วเกียรติของราชสำนักอาจสั่นคลอนได้ 

            ขอบคุณท่านอำมาตย์

 

            ..

            ..

 

            หลังจากแยกตัวออกมา  อำมาตย์ชินดงรีบถามไถ่มหาดเล็กและนางกำนัลทั้งหมด

            ผลที่ได้ทราบคือ  ตลอดทั้งบ่ายนี้  มีเพียงองค์ชายทงเฮและองครักษ์ซีวอนที่เข้าไปในที่แห่งนั้น  ด้วยความชาญฉลาดจึงได้เกิดอุบายเพื่อให้เจ้าเหนือหัวผู้เป็นที่รักของคนทั้งแคว้น

 

            อย่างนี้ก็หมายความว่า....  อำมาตย์ชินดงครวญเบาๆ เพื่อคิดการบางอย่าง

 

            ข้าจะรีบไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้  ไม่สิ  ต้องเข้าเฝ้าทั้งฮ่องเต้และองค์ชายพร้อมกัน  อำมาตย์ชินดงกล่าวกับตนเองและรีบรุดไปกระทำการ  หากว่าสิ่งที่วางแผนไว้ตามที่ท่านหมอทั้ง 3 เข้าใจนั้นได้ผล  เรื่องดีที่สุดของแคว้นฉินอาจจะเกิดขึ้นก็เป็นได้

 

            ..

            ..

 

            อะไรนะท่านอำมาตย์  ท่านกล่าวอีกทีซิ  ฮ่องเต้ฮันกยองถึงกับยืนตรง

            หม่อมฉันทราบว่ากระทำการแบบนี้มิสมควร  แต่พระอาญามิพ้นเกล้า  หากเราทำแล้วพระเนตรขององค์ชายได้กลับคืนเป็นปกติ  หม่อมชั้นก็พร้อมจะสละชีวิตเพื่อน้อมรับผิด  ราชบริพารผู้ซื่อสัตย์เสมอมองเห็นลู่ทางที่จะทำให้หมอเทวดายอมรักษา  จึงบากหน้ามาขอร้องให้ฮ่องเต้สมรู้ร่วมคิดในการหลอกลวง

 

            ท่านจะให้เราหลอกลวงตบตาท่านหมอทั้ง 3 อย่างนั้นรึ

            มิได้  ฝ่าบาท  เราต้องขอความร่วมมือตบตาคนทั้งวังหลวงต่างหากพระเจ้าค่ะ 

 

            ท่านคิดว่าจะได้ผลงั้นรึ  ทั่ววังหลวง  ไม่สิ  ทั้งเมืองหลวงแทบจะเคยพบหน้าทงเฮหมดแล้ว  ท่านจะใช้วิธีใดจึงจะเล็ดรอดสายตาเหยี่ยวกา  ฮันกยองครุ่นคิดหนัก 

            นั่นสิท่านอำมาตย์  หากดวงตาของข้าต้องแลกกับเกียรติของฝ่าบาท  ข้ามิอาจทำให้พระเกียรติต้องหมองมัวได้หรอกนะ  องค์ชายคำนึงถึงเกียรติภูมิของพี่ชายที่ดำรงตำแหน่งถึงฮ่องเต้  จะให้กระทำการฉ้อฉลหลอกลวงผู้อื่นนั่น  ทงเฮมิอาจยอมได้

 

            เจ้าเชื่อพี่สักครั้งทงเฮ  มันอาจเป็นวิธีเดียว  หากว่ารูปโฉมของเจ้าตบตาท่านหมอทั้ง 3 ได้จริง  มันก็อาจจะเป็นวิธีเดียว...  ฮันกยองตบบ่าน้องชายที่ใบหน้างามหยดจนทำให้ผู้อื่นเข้าใจ

            กระหม่อมคิดว่า  หากตบตาไม่ได้  ก็ต้องบอกกันตรงๆ พระเจ้าค่ะ  ขณะนี้หมอทั้ง 3 กำลังพักผ่อนในเรือนรับรอง  เรายังมีเวลากระจายข่าวนี้ให้แก่ผู้ที่จะเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองทั้งหมด  อำมาตย์ชินดงบอกกล่าวเล่าแผนลวง

 

            แล้ว...  ฮันกยองเกริ่นถามถึงวิธีต่อมา

            จากนั้น  ในพิธี  ให้คนแต่งเป็นองค์ชายทงเฮแทน  แล้วให้องค์ชายตัวจริงแต่งเป็นสนมตามที่ท่านหมอทั้ง 3 เข้าใจ  หากพวกเขาไม่ยอมรักษาบุรุษ  ก็อาจจะยอมรักษาสตรีที่เป็นหญิงที่รักของฝ่าบาทก็เป็นได้พระเจ้าค่ะ

 

            โอ...  ท่านคิดว่าแผนการนี้จะแนบเนียนรึ  ข้าไม่มั่นใจ

            ขอจงทรงโปรดไตร่ตรอง  หม่อมฉันคิดว่า  ด้วยความรักและภักดีในตัวองค์ชาย  ข้าราชบริพารทั้งหมด ต้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

 

            หากเป็นเช่นนั้นก็จงเกณฑ์ไพร่พลหรือคนทั้งหมดที่มี  ไปแจ้งข่าวนี้แก่ผู้จะเข้าร่วมทุกคน  หากมันเป็นหนทางเดียวที่จะเยียวยาดวงตาของน้องเรา  เราจะทำ  หวังว่าการมดเท็จครั้งนี้จะสัมฤทธิ์ผล  ท่านจงกระทำการอย่าได้พลาดท่านอำมาตย์  เราขอฝากด้วย  ฮ่องเต้ฮันกยองทรงหนักพระทัย  แต่เพื่อน้องชายคนเดียวแล้ว  เขาจะยอมทำ  อย่าลืมหาคนที่...ตาไม่ปกติมาแทนที่ทงเฮด้วย  ข้าเชื่อว่าหากเราใช้คนปกติ  ท่านหมออาจจะมองออก

            รับด้วยเกล้า 

 

            ..

            ..

 

            จริงอยู่แม้นหากเรื่องแดงขึ้น  ผู้ที่เสียหายอาจจะเป็นฮ่องเต้ซึ่งกลายเป็นบุคคลปลิ้นปล้อน  แต่ลึกๆ แล้วทุกคนต่างรู้ดีว่า  องค์ชายทงเฮต่างหากเล่าที่ร้อนพระทัยมากที่สุด  ผู้ที่เป็นชนวนให้ก่อเกิดเรื่องราวโกหกพกลมนี้ขึ้น

            จะขัดขืนราชโองการก็มิอาจทำได้  รู้ดีว่ากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ  หากฮ่องเต้ทรงดำริว่าจะกระทำการสิ่งใดแล้ว  จะไม่เปลี่ยนพระทัย

 

            เสด็จพี่  หม่อมฉันรู้สึกผิดบาปเหลือเกิน  ที่ทำให้พระองค์ทรงหนักพระทัย  และมีราคีบาปในใจให้ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ผู้หลอกลวง  หม่อมฉันควรจะทำอย่างไรดี

 

 

 

 

 

 

จอมยา กับ ยาใจ [ 3 ]

posted on 28 Dec 2008 10:38 by fix-fic

 

ตอนที่  3

 

 

 

 

            เช้าตรู่ในวันคล้ายวันพระราชสมภพองค์ชายทงเฮ  ทั้งแคว้นฉินวุ่นวายด้วยการเตรียมการเฉลิมฉลองต้อนรับสู่การเป็นผู้ใหญ่ขององค์ชายที่ชาวประชารักใคร่

            สีฟ้าซึ่งเป็นสีโปรดปรานขององค์ชายทงเฮถูกเนรมิตรขึ้นแทบทั้งแคว้น 

            แม้จะวุ่นวายแต่ชาวประชารวมถึงเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ก็เต็มใจ  เพื่อองค์ชาย  และเพื่อองค์ฮ่องเต้ด้วย

 

            เรื่องงานที่เรามอบหมายเป็นไปอย่างไรแล้วท่านอำมาตย์ชินดง

            พระอาญามิพ้นเกล้า  หม่อมฉันได้ส่งม้าเร็วไปส่งเทียบเชิญคนที่ตำหนักอโรคามาร่วมพิธีก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายสิบวันแล้วพระเจ้าค่ะคาดว่าคงใช้เวลาในการเดินทางทันร่วมพิธี  หวังว่าการพบเจอและสนทนาครั้งนี้  จะทำให้หมอเทวดายอมผ่อนปรนกฎเหล็กสักครั้ง  เพื่อรักษาองค์ชาย  อำมาตย์ใหญ่กราบทูลให้ฮ่องเต้ทรงวางพระทัย

 

            หากหมอเทวดารักษาทงเฮได้จริง  เราจะพูนบำเน็จอย่างงาม  รวมถึงท่านด้วยนะ  ที่เดือดร้อนเป็นธุระให้เราเสมอมา  ท่านอำมาตย์

            หม่อมฉันมิบังอาจ  การสนองพระโอษฐ์เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันอยู่แล้ว

 

            เราดีใจ  ที่มีขุนนางดีดีอย่างท่านช่วยบริหารบ้านเมือง  ท่านคงเหนื่อยมากแล้ว  เชิญไปพักผ่อนเถิด  ฮันกยองกล่าวชมเชย  แล้วอำมาตย์ใหญ่ก็ทูลบังคมลาออกไป

 

            ...

            ...

            ...

 

            ถวายบังคมฝ่าบาท  ทงเฮสดใสกว่าทุกวัน  แพรพรรณเนื้อดีที่ถูกประทานให้เมื่อทาบทับลงบนผิวพรรณนวลละออ  ขับให้ความนวลเนียนที่มีเปล่งจรัสดั่งไข่มุกที่ถูกแสงงาม  ยิ่งรูปแบบที่ช่างตัดเย็บฝีมือดีที่สุดของวังออกแบบให้เหมาะกับบุคลิกขององค์ชายทงเฮนั้น  ยิ่งทำให้ยากแก่การจำแนกว่า  ผู้สวมใส่นั้นงามดั่งชายใบหน้างามหยดย้อย  หรือหญิงสาววัยแรกแย้มที่งามหมดจด

            วันนี้เจ้าช่างมีสง่างามงดยิ่งนักนะทงเฮ  หากไม่บอกว่าเจ้าเป็นชาย  ไหนเลยจะคาดเดาได้  ฮ่องเต้แย้มพระสรวลและหยอกเอินอนุชา

 

            เสด็จพี่  อย่าทรงล้อหม่อมฉันเช่นนี้  หม่อมฉันไม่เห็นความน่าขันของมันสักนิด  ทงเฮทำแก้มป่องงอนพี่ชาย  เพราะคิดว่าฮ่องเต้ล้อเลียนตนเอง

            พี่ไม่ได้ล้อเจ้าเสียน่อย  พี่พูดด้วยคำสัตย์  เจ้ามีรูปงามเป็นพรสวรรค์  ใยจึงพยายามปฏิเสธมันเล่าทงเฮ  ฮ่องเต้เดินมาสัมผัสใบหน้าหวานล้ำให้หันมาหาพระองค์  เพื่อดูใบหน้าคนงอนให้เต็มพระเนตร

 

            แต่หม่อมฉันเป็นชาย  มีชายใดเล่าที่อยากจะถูกเยินยอว่างามเฉกเช่นสตรี 

            เอาเถอะๆ  พี่ไม่เถียงกับเจ้าดีกว่า  วันนี้วันดีของเจ้า  ข้าจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตานอกวัง  ข้าดีเช่นนี้เจ้าจะหายเคืองข้าได้หรือยัง  ฮันกยองยื่นข้อเสนอที่ทำให้นกน้อยในกรงทองอย่างองค์ชายผู้ถูกหวงแหนแทบตีปีกบินถลาไปพร้อมทันที

 

            เสด็จพี่ใจดีประดุจบุตรสวรรค์โดยแท้  น้องจะกล้าผิดใจต่อเทพสวรรค์ได้อย่างไรกัน  ทงเฮยิ้มกว้างเพราะลิงโลดในอารมณ์ที่จะได้ออกไปนอกวังพบปะประชาชน

            ยอมเรียกตัวเองว่าน้องแบบนี้คงหายเคืองจริง  เจ้านี่นะ...หาเหตุให้ข้าง้องอนได้อยู่เรื่อย  วันหลังข้าคงต้องออกกฎมณเฑียรบาณ  ห้ามองค์ชายดอกเหมยทำหน้ามุ่ยต่อหน้าฮ่องเต้แล้วกระมัง

 

            โถ่... เสด็จพี่  ท่านไม่รักน้องคนนี้แล้วหรือไร  ทงเฮคว้าสาปเสื้อฮันกยองกระตุกเบาๆ ออดอ้อน 

            ฮ่าๆ งั้นเจ้าพร้อมออกเดินทางหรือยัง  ได้ยินว่าข้าเข้ามาขัดจังหวะการแต่งตัวของเจ้า

 

            ไม่ต้องแต่งแล้วล่ะเสด็จพี่  น้องอยากออกไปชมบรรยากาศบ้านเมืองเต็มที  ถึงจะมองไม่เห็น  แต่ทงเฮก็ยังตื่นเต้นที่จะได้ยินเสียง  ได้กลิ่น  และได้สัมผัสประชาชนที่รักเสมอ

            ได้อย่างไรกัน  ตอนนี้เจ้ายังเปลือยท่อนล่างอยู่นะ  จะไปทั้งอย่างนี้จริงหรือ

 

            อ๊ะ... เสด็จพี่  ใยไม่บอกน้องเร็วกว่านี้  ปล่อยน้องทำขายหน้าต่อหน้าพระพักตร์  ทงเฮหน้าแดงแล้วรีบตะปบตามส่วนล่างที่ถูกล้อว่ายังไร้อาภรณ์

            ฮ่าๆ  เจ้าหลงกลข้าอีกครั้งแล้วทงเฮ

 

            องค์ฮ่องเต้ !!”  ทงเฮเสียงดังเพราะเสียรู้พี่ชาย

            อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย  รีบไปดีกว่า  วันนี้เหล่าประชาคงรอการมาของเจ้าแล้วเช่นกัน

            การเบาะแว้งแกมหยอกเอินประสาพี่น้องจึงต้องยุติแต่เพียงเท่านั้น  เมื่อถึงยามราชการ  ความเป็นพี่น้องจึงต้องเว้นระยะ  วางตัวให้เหมาะสมให้เกียรติฮันกยองในฐานะประมุขแห่งแคว้น 

 

            องค์ชายทงเฮปรับสีพระพักตร์ให้นิ่งขึ้น  แล้วเกาะชายฉลองพระองค์ฮ่องเต้อย่างที่เคยทำยามต้องช่วยออกว่าราชการ  หรือให้กำลังใจประชาชนยามมีภัยพิบัติ  หงส์ฟ้าบินถลาเคียงคู่มังกรผงาดราศรีแก่ชาวประชา โดยมีพยัคฆาซีวอนคอยรองพระบาทอยู่บนพื้นดิน

 

            ...

            ...

 

            ทำไมอาจารย์ถึงได้ส่งพวกเรา 3 คนมาแทนล่ะ  เห็นว่านี่เป็นเทียบเชิญจากวังหลวง  ท่านอำมาตย์ใหญ่คนสนิทฮ่องเต้เป็นผู้เชื้อเชิญเชียวนะ  เสียงเจื้อยแจ้วเจรจาของศิษย์พี่เป็นที่ระอาหูจนชินชาศิษย์น้องทั้ง 2 ที่ไม่ใคร่จะพูดจามากมายเท่าใดนัก

           

            เฮ่อ  ข้าก็ลืมไป  พูดกับพวกเจ้าสองคนก็เหมือนพูดกับท่อนไม้กับหินผา 

            ศิษย์พี่ใหญ่  ท่านกล่าวหนักเกินไปแล้ว  ข้ากับศิษย์พี่รองเพียงแค่ไม่อยากแย่งท่านพูดก็เท่านั้นเอง  คยูฮยอน  น้องเล็กแห่งสำนักอโรคาเอ่ยกับศิษย์พี่ใหญ่ที่มีนามว่า ฮยอกแจ

 

            ช่างเถอะ  ก็ดีเหมือนกัน  พวกเราสามคนเอาแต่เรียนวิชาแพทย์ตั้งแต่เล็กจนโต  ถือซะว่าอาจารย์ให้พวกเราได้เปลี่ยนบรรยากาศไม่ดีหรือไรศิษย์พี่  คิบอม  ศิษย์รองที่ทนฟังคำเจรจาของศิษย์พี่มาตลอดทางเอ่ยขึ้นในที่สุด

            นั่นสิศิษย์พี่ใหญ่  ท่านพูดเหมือนไม่อยากเข้าเมืองหลวง  สายตาที่คยูฮยอนใช้เหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่เปล่งออกไป

 

            ใครว่ากันเล่า  ฮ่าๆ  แล้วพวกเจ้าสองคนไม่อยากรึไง  ได้เปิดหูเปิดตา  ได้พบคนอื่นบ้าง  วันๆ เจอแต่อาจารย์กับคนไข้  น่าเบื่อจะตาย  ฮยอกแจ  ศิษย์พี่ที่มีร่างกายไม่สมส่วนกับการมีศักดิ์เป็นพี่ใหญ่ทำหน้าบอกบุญไม่รับเมื่อนึกถึงคำพร่ำบ่นของบรรดาคนไข้ที่มีแต่อิสตรี  ยิ่งความน่ารำคาญในบางจุดของสตรีที่มักคร่ำครวญแสดงออกยามเจ็บป่วยนั้น  ทำให้ฮยอกแจระอาใจ

            จะว่าไป... นอกจากท่านอาจารย์แล้ว  เราทั้งสามมิเคยเห็นบุรุษอื่นใดเลยตั้งแต่จำความได้  หากข้าได้พบเห็นบารมีขององค์ฮ่องเต้  อาจทำให้ข้ารู้สึกภาคภูมิในความเป็นชายของตนมากยิ่งขึ้นก็ได้  คยูฮยอนที่มีนิสัยอ่อนโยนที่สุด  สนิทสนมกับคนไข้จนซึมซับความอ่อนโยนของเพศหญิงไปมาก  จึงอยากจะให้ตนเองเข้มแข็งสมชายชาตรี  เพราะในบรรดาศิษย์ร่วมสำนัก  มีเพียงคิบอมที่ไม่ใคร่สุงสิงกับใคร  จึงยังคงสถานะจิตใจตนเองไว้ไม่สั่นคลอนคล้อยตามสภาพแวดล้อมที่ล้วนมีแต่คนไข้ที่เป็นสตรีเพศ

 

            เจ้าตัวโตกว่าข้าเสียอีก  ไฉนจึงคิดเล็กคิดน้อยนักเล่าคยูฮยอน  พวกเราชายอกสามศอก  ทำอะไรเปิดเผยจะมีใครหน้าไหนกล้าติฉิน  ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะมีชายใดที่มีบารมีเหนือเกินพวกเราศิษย์เอกแห่งสำนักแพทย์อโรคา  ฮยอกแจกล่าวอย่างมั่นใจ  ถึงเขาจะมีรูปกายบอบบางกว่าน้องๆ แต่เพียบพร้อมความมั่นใจในศักดิ์ศรีของตนอย่างถึงที่สุด

            ...

            ...

 

                        สายน้ำ  ไม่ว่าจะคดเคี้ยวเลี้ยวลดเพียงใด

สุดท้าย  ย่อมไหลรวม ณ มหาสมุทร

คล้ายดั่งชะตากรรมมนุษย์

บุญธรรมกรรมแต่ง  ย่อมหนีไม่พ้นลิขิตฟ้า

 

เป็นอะไรไปรึทงเฮ  ใยเจ้าครวญกวีบทนั้นราวกับมีสิ่งในใจ  ฮ่องเต้กระซิบถาม ขณะกำลังเคลื่อนขบวนจากวังหลวงไปยังตลาดใหญ่

หม่อมฉันแค่ฝึกฝนให้ยอมรับชะตากรรม  จะได้ไม่เกิดความหวังและความโลภมากเกินไป  ฝ่าบาท

 

เจ้านี่นะ  พี่บอกแล้วว่าพี่จะหาคนมารักษาดวงตาเจ้าให้จงได้  อย่าได้กังวลเลย  ฮ่องเต้ฮันกยองทรงล่วงรู้ความทุกข์ในส่วนลึกจิตใจของน้องชาย

หม่อมฉัน... ไม่อยากหวังให้มาก  ที่เป็นอยู่ก็พอใจแล้ว 

 

ไม่ได้หรอก  พี่อยากให้เจ้าได้เห็นแววตาของประชาชนที่จ้องมองเจ้าด้วยความชื่นชมเทิดทูน  มันจะเป็นกำลังใจสำคัญในการปฏิบัติราชกิจเพื่อเหล่าประชาราษฏร์  ฮันกยองพยายามหาเหตุผลที่ยิ่งใหญ่มากกว่าคำว่าเรื่องส่วนตัวมาให้ทงเฮมีกำลังใจ

หากเป็นพระประสงค์  หม่อมฉันก็จะทำตาม  หม่อมฉันจะหวังให้มองเห็นอีกครั้ง  เพื่อพระองค์...และประชาชนที่รัก  องค์ชายดอกเหมยยิ้มละมุน 

 

ถึงแล้ว... เจ้าอยากจะลงไปเดินคลุกคลีกับชาวบ้านอย่างที่ชอบ  หรือจะอยู่บนเสลี่ยงดีล่ะ  ทงเฮ  คราวนี้ให้พี่ลงไปเดินข้างล่างกับเจ้าดีไหม  ฮันกยองยื่นข้อเสนอ  

ทุกครั้งที่ออกเยี่ยมความทุกข์สุขราษฏร  องค์ชายทงเฮเป็นที่รักเพราะไม่เคยถือองค์  นิยมการลงมาเดินที่พื้นเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับประชาชนที่มาเฝ้าชม 

...การได้สัมผัส  ได้ส่งความรู้สึกห่วงใย  เป็นการแสดงความจริงใจที่องค์ชายทงเฮทำเพื่อทดแทนการส่งสายตาที่เปี่ยมด้วยเมตตาให้เหล่าประชาชน  

หากเป็นเพียงการเดินทาง  ทั้งสองพระองค์คงจะดำเนินด้วยเกี้ยว  แต่วันนี้การออกมาแสดงความกรุณาเยี่ยมเยียนราษฏรจึงใช้เป็นเสลี่ยงที่มีคนแบกหามหลายคน  เพื่อให้ประชาชนได้มองเห็นทั้ง 2 พระองค์อย่างใกล้ชิด  ไม่มีสิ่งใดปิดกั้น  นั่นคือพระราชประสงค์หลักของฮ่องเต้  ทั้งยังทำให้มีสง่าราศรีอยู่เหนือคนทั้งมวล  ความอุ่นใจจักษ์ได้เกิดแก่ดวงใจประชา  กล้าที่จะฝากความจงรักภักดีให้กำเนิดขึ้นด้วยอีกทางหนึ่ง

 

พระองค์ก็ทราบว่าหม่อมฉันไม่ชอบการนั่งเชิดเป็นหุ่น  หม่อมฉันเป็นเพียงองค์ชาย  ไม่ควรตีเสมอพระองค์  พระองค์เป็นดั่งบุตรของเทพ  เป็นเสาหลักของบ้านเมือง  ควรจะอยู่ในจุดที่สูงสุด  อีกทั้งเพื่อความปลอดภัย  พระองค์ควรจะประทับอยู่ด้านบนนี้  ให้หม่อมฉันลงไปด้านล่างผู้เดียวน่าจะเหมาะกว่า 

แล้วเจ้าเล่า  ไม่ห่วงความปลอดภัยตนเองหรืออย่างไร 

 

หม่อมฉันมีองค์รักษ์ซีวอน  ที่เก่งกล้าสามารถ  มิมีผู้ใดทำอันตรายได้หรอกฝ่าบาท

งั้นก็ตามใจเจ้าเถอะนะ  ฮันกยองอ่อนใจกับน้อง  แล้วหันมาเรียกหาซีวอน 

 

ซีวอน  จงดูและความปลอดภัยขององค์ชายให้ดี

พระเจ้าค่ะฝ่าบาท  ซีวอนรับคำ  แล้วเข้าขนาบตัวองค์ชายทงเฮ  ที่กำลังลงเสลี่ยงด้วยการประคองของเหล่ามหาดเล็ก

...

...

 

เสียงแซ่ซ้องอื้ออึงมีตลอดระยะการประภาสของเจ้าแผ่นดินทั้งสอง 

ฮ่องเต้...ดุจมังกรกล้ามิ่งขวัญเปล่งรัศมีประกายอบอุ่น 

องค์ชายรอง..ดั่งหงส์เหินโบยบินพัดพาเอากระแสความสดชื่นอิ่มเอิบแก่เหล่าประชา

 

เป็นที่สะดุดหูสะดุดตาให้สามศิษย์สำนักแพทย์อโรคายิ่งนัก

 

นั่นขบวนใครกัน  เอิกเริกอย่างกับกลัวใครไม่รู้ว่าเดินผ่าน  น่าหมั่นไส้  ฮยอกแจที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใครวิจารณ์ออกมา

ศิษย์พี่  ข้าว่าท่านสงวนคำไว้บ้างก็ดี  ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของเรา  อาจเกิดเพศภัยเพราะสิ่งที่พูดได้  คิบอมเตือน

 

ข้าพูดผิดรึไงเล่า  พวกเจ้าไม่เห็นรึ  แล้วเจ้าคนที่นั่งบนเสลี่ยงนั่นก็คงเป็นพวกขุนนางชั้นสูงที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ  ดูสิ  นั่งเชิดหน้าคอแข็งเป็นหุ่นไม้  ชิส์ 

ศิษย์พี่  ศิษย์พี่รองพูดไม่ผิดหรอกนะ  ท่านสงวนคำไว้ดีกว่า  เพราะหากว่าข้าสันนิษฐานไม่ผิด  คนที่ท่านวิจารณ์อาจจะเป็นถึงฮ่องเต้แคว้นต้าฉินก็เป็นได้  คยูฮยอนน้องเล็กแต่มีสติปัญญาไม่แพ้ใครวิเคราะห์ได้แม่นยำ

 

หา !!  ฮะ..ฮ่องเต้งั้นรึ

ขบวนใหญ่โต  ผู้คนห้อมล้อมมากมาย  ชาวบ้านหมอบกราบด้วยสายตาเทิดทูน  หากเป็นเพียงขุนนางใหญ่  คงไม่มีบารมีถึงขั้นนั้นหรอกศิษย์พี่  คยูฮยอนว่าต่อ

 

ตัวจริงงั้นเหรอ... อืม... ไปดูใกล้ๆ กันเถอะ  คิบอม  คยูฮยอน  ฮยอกแจเปลี่ยนความตั้งใจทันที

ไปทำไมรึศิษย์พี่

 

อ้าว  เจ้าไม่อยากดูบ้างรึว่าเป็นอย่างไร  ว่ากันว่าครั้งใดที่ฮ่องเต้ออกเยี่ยมประชาชน  องค์ชายดอกเหมยมักเสด็จตามด้วยทุกครั้ง  ฮยอกแจเองก็ไม่ได้ปิดหูปิดตา  จึงพอทราบข่าวต่างๆ บ้าง

เมื่อศิษย์พี่ใหญ่ออกปากอย่างนั้น  บรรดาผู้มีคุณวุฒิต่ำกว่าจึงต้องทำตาม  แต่มิได้ผิดใจเท่าใดนัก  เพราะความอยากรู้อยากเห็นลึกๆ ทำให้พร้อมใจกันเบียดเสียดผู้คนเข้าไปใกล้ขบวนเสด็จ

 

...

...

 

โห...  ดูไกลๆ ก็ว่าใหญ่แล้ว  ยิ่งดูใกล้ๆ ขบวนเสด็จช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน  คยูฮยอนออกปากชื่นชม

แปลก   คิบอมพูดเปรยๆ ขึ้นมา

 

แปลกตรงไหนคิบอม  เจ้าดูบรรดาสาวงามที่ติดตามฮ่องเต้สิ  ไม่รู้ว่าเป็นสนมนางในหรือว่าอะไร  แต่ละนางสวยสด  ข้าว่าข้าพบคนไข้ลูกขุนนาง ลูกผู้ดี  รวมถึงนางงาม  แต่ไม่มีผู้ใดงามเท่าพวกนางเลย  ฮยอกแจมองด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม

นั่นสิศิษย์พี่  โดยเฉพาะแม่นางคนนั้น  คยูฮยอนสนับสนุน

 

คนไหนรึ  ใช่แม่นางคนที่มีบุรุษสูงใหญ่คนนั้นเคียงกายน่ะรึ  ฮยอกแจหมายตากับราศรีหญิงที่โดดเด่นที่สุดในขบวนเช่นกัน

ครับ  ศิษย์พี่ใหญ่ 

 

นางนั่นแหล่ะ  ที่แปลก  คิบอมเฉลยเสียที

อืม... จะว่าไป  นางดูต่างจากนางในนางสนมคนอื่นๆ นะ  ฮยอกแจบอก

 

ตรงไหนรึศิษย์พี่  คยูฮยอนผู้ด้อยประสบการณ์ที่สุดถามพี่ๆ

ก็... นางสวยที่สุดไงล่ะ ฮ่าๆ  ฮยอกแจหัวเราะเบาๆ  อ้อ... อีกอย่าง  นางเดินไปจับมือชาวบ้านทั่วไป  ไม่รักนวลสงวนตัว  รึว่า... นางเป็นแม่ยั่วเมืองที่ได้ดีขึ้นมา  ฮยอกแจสันนิษฐานเรื่อยเปื่อย

 

ไม่ใช่หรอก  ไม่มีทางที่นางยั่วเมืองจะได้รับการเชิดหน้าชูตาถึงเพียงนี้  อีกทั้งพวกเจ้าไม่สังเกตุสีหน้าชาวบ้านรึ  ดูปลาบปลื้มที่ได้ใกล้ชิดกับนาง  บางรายถึงกับร้องไห้  พวกเจ้าว่าไม่แปลกรึไง  คยูฮยอนบอก

จะว่าไปก็น่าคิด  นางเป็นใครกันแน่นะ  ชาวบ้านถึงได้ดูเทิดทูนเสียขนาดนั้น  ฮยอกแจกำลังหลงใหลได้ปลื้มกับสาวงามมากมาย  จึงมิทันได้ใช้ความสันทัดการเป็นหมอวิเคราะห์สิ่งอื่นใด

 

สิ่งที่ข้าว่าแปลกน่ะ  หมายถึงการเคลื่อนไหวของนางต่างหาก  พวกเจ้าเป็นหมอ  ใยมองไม่ออก  แววตาของนางไม่แสดงอารมณ์  ให้ข้าสันนิษฐาน  ดวงตาของนางคงมีปัญหาแน่  คิบอมที่รักษาสติมั่นคงได้มากที่สุด  ใช้ความเป็นหมอวิเคราะห์ได้แม่นยำ

นั่นแหน่ะ  แสดงว่าเจ้าจ้องมองแต่นางเพียงคนเดียวสินะ..คิบอม  โอ้  มีคนไข้สาวงามมากมายที่สนใจ ตัวเจ้าไม่มิเห็นแล  กลับติดใจสาวงามตาบอดนางนี้เสียแล้วน้องพี่ 

 

คิบอมมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ  เพียงแค่ยืนจ้องมองคนที่ติดใจต่อไป

 

...

...

 

...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ  อายุยืน  หมื่นปี  หมื่นๆ ปี...

...ขอให้องค์ชายทรงพระสำราญ  พลานามัยแข็งแรง...

 

คำสรรเสริญมีตลอดการเดินทาง  กระทั่งขบวนเสด็จลับหายไป 

 

หึหึ  ที่แท้ก็แค่นางสนม  คิบอมหัวเราะแค่นเบาๆ ในลำคอ  เพราะเห็นร่างงามกลับไปยืนข้างกายฮ่องเต้ขณะขบวนเสด็จกลับ 

...ยืนกุมมือกัน  ดูห่วงใยกันออกนอกหน้า  ทะนุถนอมปานดวงแก้วแบบนั้น  จะเป็นอะไรอื่นไปได้...

 

 

 

 

 

 

 

จอมยา กับ ยาใจ [ 2 ]

posted on 28 Dec 2008 10:37 by fix-fic

ตอนที่  2

 

 

 

            ณ ตำหนักกิ่งเหมย  ตำหนักที่ถูกจัดสร้างเป็นที่พำนักขององค์ชายทงเฮผู้รักในศิลปะและดนตรี  ฮ่องเต้กู่เจ๋อสร้างและประทานให้กับความดีงามของบุตรชายคนเล็ก  แม้จะทรงรู้ว่าทงเฮอาจจะมองไม่เห็น  แต่ก็ยังสร้างด้วยความวิจิตรสวยงาม  ไม่นับรวมถึงดงดอกเหมย  ซึ่งเป็นดอกไม้งามที่องค์ชายทงเฮโปรดปรานเป็นพิเศษ  สวนดงดอกเหมยนี้จะมีดอกเหมยนานับพันธุ์ผลัดกันชูช่อผลิดอกตลอดปี  เพื่อให้องค์ชายทงเฮได้รับความสุขจากกลิ่นหอมรัญจวน  จึงได้ให้นักพฤกษา  คัดและจัดสรรการปลูกพันธุ์ของดอกเหมย  ให้มีดอกออกสลับกันบานตลอดทั้งปี

 

            ...สถานที่ที่องค์ชายทงเฮมักประทับอยู่บ่อยที่สุด...

 

            ย่ำเย็นแล้ว  จะเสด็จกลับเข้าตำหนักเลยหรือไม่องค์ชาย  องครักษ์รูปงามประจำกายขององค์ชายทงเฮเอ่ยถาม 

            ในยามมีสุขกับธรรมชาติเยี่ยงนี้  ทงเฮไม่โปรดให้นางกำนัลมะรุมมะตุ้มดูแลมากมาย  ซีวอนจึงเป็นผู้ติดตามคนเดียวได้ในดงดอกเหมยนี้

            ข้ายังไม่รู้สึกผ่อนคลายเลยซีวอน  ข้าเป็นห่วงองค์ฮ่องเต้ยิ่งนัก  ทั้งทรงราชกิจใหญ่น้อย  ซ้ำยังต้องห่วงเรื่องของข้า  ข้านี่ช่างเกิดมาเป็นภาระให้เสด็จพี่เหลือเกิน 

 

            อย่าได้เอ่ยเช่นนั้นเลยพระเจ้าค่ะคนทั้งแคว้นก็ต่างคิดอ่านไม่ต่างจากองค์ฮ่องเต้  ทุกคนล้วนรักใคร่อยากจะให้องค์ชายมีพระวรกายสมบูรณ์  เพื่อเป็นมิ่งขวัญเคียงคู่องค์ฮ่องเต้สืบไป  ซีวอนตอบตามจริง

            ยิ่งเป็นเช่นนี้  ข้ายิ่งท้อใจ  หากข้าปรกติดี  พวกท่านคงมิต้องกังวลคอยดูแลคนพิการตาบอดเช่นข้า  องค์ชายผู้สิริโฉมเบือนพระพักตร์ไปอย่างน้อยใจชะตาชีวิต

 

            ...ไม่ได้เสียใจที่ต้องตาบอด  เสียใจที่ช่างเกิดมาเป็นภาระให้ผู้อื่นมากมาย...

 

            กระหม่อม  ข้าราชบริพาร  ประชาชน  รวมถึงองค์ฮ่องเต้ล้วนเต็มใจทำเพื่อองค์ชาย  ยิ่งองค์ชายหม่นพระทัยมากเท่าใด  ก็ยิ่งทำให้พวกหม่อมฉันรู้สึกผิดที่มิอาจรักษาองค์ชายได้  ทรงแย้มพระสรวลเถิดองค์ชาย  เพื่อขวัญและกำลังใจแก่ประชาชน  ซีวอนอยากจะกอดปลอบด้วยซ้ำ  แต่ฐานะทางสังคมในตอนนี้มันแตกต่างกันมากนัก  จึงมิอาจกระทำได้

            พี่ซีวอน  ท่านนี่ทำให้ยิ้มได้เสมอเลยนะ  ข้าไม่อยากให้ท่านเรียกข้าว่าองค์ชายเลย  สมัยเด็กท่านเคยเรียกข้าว่าน้องทงเฮ  ใยเมื่อเจริญวัยท่านช่างห่างเหินกับข้ายิ่งนัก

 

            ตอนนี้ฐานะเปลี่ยนไปแล้ว   สมัยเด็กทงเฮเป็นเพียงองค์ชายเล็กๆ ที่มิได้มีความสำคัญ  เคยเป็นเพื่อนเล่นกับซีวอน  บุตรชายอำมาตย์ใหญ่  นับแต่มีเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ซึ่งทำให้ทงเฮสูญเสียการมองเห็น  ทงเฮก็ถูกสถาปนาให้เป็นองค์ชายองค์สำคัญ 

เป็นองค์ชายดอกเหมย..นามที่ถูกเรียกขานเพื่อให้เหมาะกับความชอบและสิริโฉมขององค์ชาย  นั่นทำให้ซีวอนมิอาจเอื้อมตีสนิทเช่นดั่งเดิม  ได้แต่เพียงฝึกยุทธ์ให้เข้มแข็งเพื่อคอยดูแลองค์ชายทงเฮ   ...ด้วยความรักฉันท์เพื่อนสนิท  หรืออาจจะมากขึ้นทุกวันจนกลายเป็นฐานะอื่นซึ่งซีวอนมิอาจเอื้อม

 

            บัดนี้เราต่างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ  องค์ชายต้องเป็นขวัญและกำลังใจประชนชนเคียงคู่องค์ฮ่องเต้  จะมาเกลือกกลั้วกับสามัญชนเฉกเช่นหม่อมฉันมิได้แล้ว  ทรงเข้าพระทัยด้วยเถิด 

            แต่ข้าอยากมีเพื่อน  อยากมีพี่ชายที่อบอุ่นอย่างท่านเหมือนครั้งก่อน  ทงเฮพูดอย่างออดอ้อนประสาเด็กที่ถูกเลี้ยงอย่างตามใจ  แม้ไม่เสียนิสัยเป็นเด็กเอาแต่ใจ  แต่ลูกอ้อนขององค์ชายทงเฮเป็นที่กล่าวขานว่าช่างน่ารักจนมิมีใครขัดใจได้

 

            เฮ่อ  องค์ชายก็ทรงทราบว่าหม่อมฉันทำแบบนั้นไม่ได้  ซีวอนพยายามเรียกความใจแข็งไม่ให้อ่อนคล้อยตามคำอ้อนวอน

            งั้น... หากเราอยู่กันลำพัง  ท่านเป็นพี่ซีวอนของข้า  ข้าจะเป็นน้องทงเฮของท่าน  ได้หรือไม่...พี่ซีวอน  หากทงเฮคิดจะทำอะไรยากนักที่ใครจะคัดค้าน 

 

            มันไม่สู้ดีนักองค์ชาย  หากใครรู้เห็นพระองค์จะเสื่อมพระเกียรติ   ลูกสู้ใจแข็งระลอกสุดท้ายของซีวอนยังคงยืนกรานอยู่ได้

           

            แล้วถ้าเป็นคำสั่งของข้าล่ะ  เจ้าจะยอมไหม  สุรเสียงที่มีอำนาจดังมาแต่ด้านหลัง  ไม่ต้องให้ใครขานบอกการมา  ทั้งทงเฮและซีวอนก็ทราบดีว่านั่น  คือเสียงของฮ่องเต้ฮันกยองที่มักจะเสด็จมาเยี่ยมเยียนทงเฮแทบทุกวัน

            ถวายบังคมฝ่าบาท  //  ถวายบังคมเสด็จพี่   ซีวอนและทงเฮกล่าวขึ้นพร้อมกัน

 

            ไม่ต้องมากพิธีหรอก  ลุกขึ้นเถอะ  ฮันกยองกล่าวบอกกับน้องชายและเพื่อนรักแต่วัยเยาว์

            ขอบพระทัย

 

            เป็นยังไงซีวอน  เจอลูกอ้อนของทงเฮแล้วยังใจแข็งได้อีกนะเจ้านี่  ฮ่องเต้แย้มพระสรวลและทรงหัวเราะด้วยความเบิกบาน

            นั่นสิท่านพี่  พี่ซีวอนใจแข็งยิ่งนัก  น้องอยากย้อนเวลาไปเมื่อครั้งยังเยาว์  มีท่านพี่  และพี่ซีวอนคอยให้ข้าขี่หลังวิ่งเล่น  ทงเฮรีบฟ้อง

 

            เจ้าก็ยอมๆ น้องทงเฮไปเถอะ  ก็รู้ว่ายามที่ทงเฮต้องการให้ง้องอนนั่น  มันเหนื่อยเพียงไหน  เจ้าเองก็สัมผัสมาหลายคราแล้วนี่  ฮันกยองบอก

            หากเป็นพระประสงค์  หม่อมฉันก็ยินดีปฏิบัติตาม  ซีวอนยังรักษากริยาได้ดี  ไม่เคยคิดละลาบละล้วง

 

            เฮ่อ  เจ้านี่ดื้อด้านนัก  ข้าเคยบอกแล้ว  ยามเราอยู่ลำพัง  เจ้าคือซีวอนเพื่อนรักของข้า  ไม่ต้องมียศมีเกียรติหรอก

            ...  ซีวอนยิ้มแล้วพยักหน้าแทนคำตอบ

 

            เจ้าเบื่อหรือไรทงเฮ  จึงมานั่งกลางดงดอกเหมยยามโพล้เพล้เช่นนี้  ฮันกยองเอ่ยถาม

            หามิได้เสด็จพี่  ข้าเพียง... อยากจะอยู่กลางธรรมชาติก็เท่านั้น 

 

            เจ้าปิดพี่ไม่ได้หรอกทงเฮ  พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันครบรอบอายุ 18 ของเจ้าแล้ว  มีสิ่งใดอยากจะขอข้าหรือไม่  การตามใจน้องคือสิ่งเดียวที่ทำได้

            หม่อมฉันอยากให้เสด็จพี่รักหม่อมฉัน  แม้จะมีฮองเฮาหรือสนมก็อย่าลืมรักหม่อมฉันเท่านั้นเอง  ทงเฮจับมือพี่ชายที่ลูบเกศาตนมาไว้ในอุ้ง  แล้วแกว่งไกวไปมา

 

            ฮ่าๆ สิ่งนั้นเจ้าไม่ต้องร้องขอหรอก  ข้าและซีวอนรักเจ้าเสมอ  ไม่มีหญิงใดในใต้หล้าทดแทนความรักฉันท์พี่น้องของเราได้  ขอจงวางใจ  ยิ่งนับวันก็ยิ่งเอ็นดูน้องชายคนนี้นัก

            แต่พี่ซีวอนคอยขัดใจข้า... เหมือนไม่รักข้าแล้ว  ทงเฮยังหาข้อพิพาทเพื่อให้ซีวอนยอมลงให้กับตน

 

            พี่รักเจ้าเสมอทงเฮ  ใยเจ้าคิดไปไกลเยี่ยงนั้น  เจ้านี่น๊า... ต่อหน้าธารกำนัลเป็นองค์ชายผู้แสนดี  แต่ในวังกลับเป็นเด็กเอาแต่ใจ  ซ้ำยังคิดมาก  ซีวอนพูดกลั้วหัวเราะไปพลาง 

            ก็พี่ซีวอนคอยแต่จะ  องค์ชาย... องค์ชาย... องค์ชาย  ทั้งที่ข้าบอกแล้วว่าในตำหนักเราเป็นพี่น้องกัน  องค์ชายน้อยทำหน้าบึ้งใส่ตามทิศทางเสียงที่ซีวอนเปล่งมา

 

            ก็ได้ๆ  พี่ขอโทษ  ต่อไปในตำหนัก  เราจะเป็นพี่น้องกัน  พอใจเจ้าหรือยังฮะ  เจ้าเด็กดื้อ  ซีวอนเขย่าแขนบอบบางให้เข้าใจ

            ยัง... ข้ายังไม่พอใจ  ข้าเมื่อยแล้ว  ขี้เกียจเดินกลับตำหนัก  พี่สองคนต้องผลัดกันแบกข้ากลับตำหนักด้วย  ได้ทีก็อ้อนพี่ชายทั้งสองให้ได้มากที่สุด

 

            ฮะ  นี่เจ้าคิดขี่หลังฮ่องเต้เชียวรึ  ฮันกยองแกล้งดุ  แต่คนโดนดุไม่ได้สะท้กสะท้านแต่อย่างใด

            ใช่  ข้าเป็นคนธรรมดาที่สามารถขี่หลังฮ่องเต้ได้  หรือท่านพี่จะไม่ยอมให้ข้าขี่  น้องน้อยของพวกเขายิ้มแย้มอารมณ์ดี  แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ฮันกยองและซีวอนยิ้มตาม

 

            ข้าล่ะยอมใจเจ้าจริงๆ  ถ้าเป็นคนอื่นคงตัวสั่นงันงกกลัวโดนลงอาญาไปแล้ว  ซีวอนเอ่ยบ้าง

            ก็ข้าเป็นถึงพระอนุชาที่รักขององค์ฮ่องเต้นี่นา  ใครจะกล้าลงอาญาข้า  จริงมั๊ยเสด็จพี่  ...พี่ซีวอนก็อย่าคิดว่าจะรอด  ตกลงกับเสด็จพี่เสียดีดี  ว่าใครจะแบกข้าก่อน 

 

            ฮ่าๆ เห็นไหมล่ะซีวอน  เจ้าก็โดนไปด้วย  จริงด้วยสินะ  เจ้าเป็นอนุชาที่รักของข้า  แม้แต่ข้าเองยังไม่กล้าลงอาญาเจ้าเลย  ช่างอภิสิทธิ์มากนัก

            ถ้าอย่างนั้นขึ้นหลังข้าก่อนเถอะ  เมื่อถึงครึ่งทางจึงผลัดเปลี่ยนเป็นองค์ฮ่องเต้  ซีวอนบอก

 

            ได้ยังไงกัน  หากเหล่าขุนนางนางในเห็นเสด็จพี่แบกข้า  ราศรีจักต้องเสื่อมแน่  เสด็จพี่ต้องแบกข้าก่อน  แล้วพี่ซีวอนจึงค่อยแบกข้าต่อหน้าผู้คน  ท่านนี่ไม่คิดเลย  องค์ชายทงเฮแม้จะอยากเล่นแต่ก็รักษาพระเกียรติฮ่องเต้เสมอ

            ข้าไม่ถือหรอกทงเฮ  ทั้งวังล้วนรู้ดีว่าข้ารักเจ้ามากนัก  พี่ชายแบกน้องชายน่ะ  ไม่มีใครติฉินแน่  ฮันกยองแจ้ง

 

            หากเช่นนั้นก็แล้วก็แล้วแต่พระทัยเสด็จพี่เถิด  ตอนนี้หม่อมฉันหิวแล้ว  อยากกลับตำหนักเร็วๆ  มา...ให้ข้าขึ้นหลังม้าตัวไหนก่อนดีน๊า...  หากว่าข้าหิวจนท้องกิ่วจะโกรธพี่ทั้งสองจริงๆ ด้วย  แววเอาแต่ใจนี้ชวนยิ้มได้ง่าย  ซีวอนจึงแบกขึ้นหลังโดยมีฮ่องเต้เดินรั้งท้ายหรือขนาบข้างเพื่อคอยดูว่าน้องน้อยของเขาจะไม่พลัดตกลงจากแผ่นหลังอันแข็งแกร่ง    และเมื่อครึ่งทางตามที่ตกลง  ก็ย้ายมาขึ้นหลังฮ่องเต้กระทั่งถึงตำหนักกิ่งเหมย

            เหล่าข้าราชบริพารที่ได้พานพบ  ก็ยิ้มแย้มกับภาพที่เห็น  การแสดงความรักที่องค์ฮ่องเต้มีต่อองค์ชายทงเฮโดยไม่ถือพระองค์  ถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งสำหรับผู้มียศศักดิ์สูงใหญ่  จึงได้แต่พากันลอบมองด้วยหัวใจอิ่มเอม

 

            ...

            ...

            ...

 

 

            เฮ่อ  บอกว่าหิวนัก  แต่กลับหลับปุ๋ยคาหลังข้าได้  ฮ่องเต้ฮันกยองเอี้ยวพระพักตร์ไปมององค์ชายน้อยที่หายใจสม่ำเสมอบนหลังตนเองโดยมีซีวอนประคองไม่ให้เลื่อนไหลร่วง

            นับวันน้องของพวกเรายิ่งคล้ายอิสตรีเข้าไปทุกที  คงเป็นเพราะสวรรค์ที่ประทานรูปโฉมงดงามนี้มาทดแทนความอาภัพที่ต้องสูญเสียดวงตา  ซีวอนคราง

 

            หากเป็นหญิงข้าคงไม่ห่วงถึงเพียงนี้  เพราะอย่างน้อยยังได้แต่งออกเรือนมีผู้ดูแล  แต่ข้าไม่แน่ใจว่าจะมีชายหรือหญิงใดที่จะมารักและดูแลน้องของข้าที่เป็นชายโฉมหญิงเช่นนี้  ข้าหนักใจยิ่งนัก

            อย่าได้กังวลพระทัยไป  น้องของพวกเราเป็นเด็กน่ารัก  ซ้ำยังช่างเอาใจออดอ้อน  ไม่ว่าชายหรือหญิงใดก็ต้องหลงรักด้วยใจบริสุทธิ์  เชื่อข้าเถอะฮ่องเต้  ซีวอนสลัดพิธีไปได้มาก  แต่ก็ยังติดปากในบางคำที่พูด

 

            นั่นสิ  ข้าอยากรักษาดวงตาของทงเฮให้หายขาด

            ได้ยินว่าทางเหนือมีหมอวิเศษที่จะสามารถรักษาดวงตาของทงเฮได้  มิใช่หรือฮ่องเต้  ซีวอนถาม

 

            สำนักของหมอผู้นั้นมิได้รับรักษาบุรุษ  เนื่องจากถือเคล็ดโบราณ

            วาสนาน้อยนักทงเฮของพี่  ซีวอนลูบตามเส้นผมยาวที่มันสลวยดั่งเส้นไหม 

 

            เอาเถอะ  ฟ้าคงเข้าข้างคนดีสักวัน  ปลุกทงเฮทานข้าวเถอะ  วันนี้เราจะร่วมสังสรรค์ยามเย็นกันที่นี่  เจ้าก็อยู่ร่วมโต๊ะให้ทงเฮดีใจด้วยล่ะ  อย่าแบ่งแยกยศศักดิ์นักเลยซีวอน  ถือเป็นคำสั่งของฮ่องเต้และคำขอร้องของเพื่อนในตัว

 

            อาหารค่ำมื้อนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข  ตำหนักกิ่งเหมยได้แผ่ซ่านความปิติปรีดาไปยังตำหนักอื่นด้วย  นานแล้วที่มิได้ยินเสียงหัวเราะเต็มคำของฮ่องเต้ที่มุ่งมั่นแต่กับราชกิจ  ความอบอุ่นนี้ไหลผ่านไปท่วมท้นใจขุนนางและนางกำนัลทั้งมวล

 

 

            ...

            ...

            ...